นายวิสูตร นวมศิริ อายุ 65 ปี ผู้ก่อตั้งโรงเรียนป่าธรรมชาติ หมู่ 10 ต.บางแก้ว อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ซึ่งเป็นผู้อนุรักษ์ฟื้นฟูป่าชายเลนมากว่า 10 ปี กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่ป่าชายเลนที่อนุรักษ์ฟื้นฟูในพื้นที่หมู่ 10 ต.บางแก้ว มีประมาณ 800 ไร่ เป็นพื้นที่สาธารณะ 200 ไร่ และที่ดินกรรมสิทธิ์ 600 ไร่ ที่ผ่านมาพื้นที่ดังกล่าวเจอปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง ทำให้ป่าชายเลนที่ปลูกได้รับความเสียหาย ตนและเครือข่ายได้ช่วยกันป้องกันและปลูกเสริมอย่างต่อเนื่อง

นายวิสูตร กล่าวว่า ปัญหาที่พบขณะนี้คือการตัดไม้ทำลายป่าชายเลนในที่ดินมีกรรมสิทธิ์มากขึ้น ทำให้สูญเสียป่าชายเลนจำนวนมาก เนื่องจากกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เรียกเก็บภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่าแพงมาก คือตั้งแต่ไม่เกิน 0-50 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.3% หรือคิดเป็นล้านละ 3,000 บาท, 50-200 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.4% หรือคิดเป็นล้านละ 4,000 บาท, 200-1,000 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.5% หรือคิดเป็นล้านละ 5,000 บาท, 1,000-5,000 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.6% หรือคิดเป็นล้านละ 6,000 บาท และตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษีในอัตรา 0.7% หรือคิดเป็นล้านละ 7,000 บาท

แต่หากเป็นที่ดินเกษตรกรรมไม่เกิน 50 ล้านบาท ได้รับการยกเว้นภาษี และตั้งแต่ 50-125 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.01% หรือคิดเป็นล้านละ 100 บาท, 125-150 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.03% หรือคิดเป็นล้านละ 300 บาท, 150-550 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.05% หรือคิดเป็นล้านละ 500 บาท, 550-1,050 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.07% หรือคิดเป็นล้านละ 700 บาท และตั้งแต่ 1,050 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษีในอัตรา 0.1% หรือคิดเป็นล้านละ 1,000 บาท

นายวิสูตร กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ได้ส่งผลให้เจ้าของที่ดินที่เป็นป่าชายเลน กลัวต้องเสียภาษีแพง เนื่องจากถูกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินว่าเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์ จึงได้ตัดโค่นต้นไม้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต้นโกงกาง ต้นแสม ป่าจาก ทิ้ง แล้วเข้าไปทำประโยชน์อย่างอื่นเพื่อเลี่ยงภาษีแพง ซึ่งการกระทำดังกล่าวแม้จะเป็นที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ แต่ก็ทำให้สูญเสียป่าชายเลนไปแล้วจำนวนมาก และหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ป่าชายเลนในจังหวัดสมุทรสงครามทั้งที่ขึ้นเองตามธรรมชาติและมีการปลูกเสริมเพื่อเพิ่มพื้นที่เป็นแนวกันชนชั้นในก็จะไม่เหลือ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้กฎหมายนี้ โดยยกเว้นที่ดินที่เป็นป่าแสม ป่าโกงกาง ป่าจาก หรือที่ดินที่ทำประโยชน์ต่อธรรมชาติและชุมชน ไม่ถือเป็นที่รกร้าง มิฉะนั้นป่าชายเลนที่มีผู้ถือกรรมสิทธิ์คงหมดแน่