สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แถลงเมื่อวันพุธ ว่า เขาได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระบายน้ำมันดิบออกจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ (เอสพีอาร์) เพิ่มอีก 15 ล้านบาร์เรล ตามแผนการที่เคยประกาศเมื่อปลายเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ว่าจะมีการปล่อยนำมันดิบออกจากเอสพีอาร์ 180 ล้านบาร์เรล ซึ่งจะเป็นการปล่อยน้ำมันดิบออกจากคลังสำรอง ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ


ขณะเดียวกัน ผู้นำสหรัฐเรียกร้องไปยังบรรดาผู้ผลิตน้ำมันในประเทศอีกครั้ง ให้เพิ่มกำลังการผลิต เพื่อบรรเทาปัญหาเรื่องค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งเป็นผลจากสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน และรัฐบาลวอชิงตันประกาศยกระดับคว่ำบาตรด้านพลังงานของรัสเซีย ด้วยการระงับนำเข้า “พลังงานทุกชนิด” จากรัสเซีย เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา


อย่างไรก็ตาม ผู้สันทัดกรณีให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่า การปล่อยน้ำมันดิบจากเอสพีอาร์เพิ่มอีกวันละ 15 ล้านบาร์เรล ไม่น่าเพียงพอเพื่อแก้ไขวิกฤติเชื้อเพลิงในสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันใช้น้ำมันวันละ 20 ล้านบาร์เรล


ทั้งนี้ คลังน้ำมันดิบสำรองทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐ อยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงพลังงาน ตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งรัฐเทกซัส รัฐลุยเซียนา และอีกหลายรัฐตามแนวชายฝั่งตะวันออกไปจนถึงตอนใต้ เก็บทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน โดยในส่วนของน้ำมันดิบเคยมีปริมาณการเก็บสูงถึง 600 ล้านบาร์เรล แต่รายงานโดยกระทรวงพลังงาน ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา ระบุปริมาณน้ำมันดิบในคลังสำรองอยู่ที่ประมาณ 434.1 ล้านบาร์เรล ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2527


ด้านแหล่งข่าวในทำเนียบขาวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จะเร่งสำรองน้ำมันดิบกลับเข้าสู่เอสพีอาร์ เมื่อใดก็ตามที่ราคาในตลาดโลกอยู่ระหว่าง 67-72 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 บาร์เรล (ราว 2,752.13-2,764.08 บาท).

เครดิตภาพ : REUTERS