สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แถลงเมื่อวันพุธ ว่า เขาได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระบายน้ำมันดิบออกจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ (เอสพีอาร์) เพิ่มอีก 15 ล้านบาร์เรล ตามแผนการที่เคยประกาศเมื่อปลายเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ว่าจะมีการปล่อยนำมันดิบออกจากเอสพีอาร์ 180 ล้านบาร์เรล ซึ่งจะเป็นการปล่อยน้ำมันดิบออกจากคลังสำรอง ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ
U.S. President Joe Biden announced a plan to sell off 15 million barrels of crude oil from the nation's emergency supply and begin refilling the reserve as he tries to dampen high gasoline prices ahead of midterm elections https://t.co/kpyaHoVM0f pic.twitter.com/p0xZsDdrQs
— Reuters (@Reuters) October 19, 2022
ขณะเดียวกัน ผู้นำสหรัฐเรียกร้องไปยังบรรดาผู้ผลิตน้ำมันในประเทศอีกครั้ง ให้เพิ่มกำลังการผลิต เพื่อบรรเทาปัญหาเรื่องค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งเป็นผลจากสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน และรัฐบาลวอชิงตันประกาศยกระดับคว่ำบาตรด้านพลังงานของรัสเซีย ด้วยการระงับนำเข้า “พลังงานทุกชนิด” จากรัสเซีย เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ผู้สันทัดกรณีให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่า การปล่อยน้ำมันดิบจากเอสพีอาร์เพิ่มอีกวันละ 15 ล้านบาร์เรล ไม่น่าเพียงพอเพื่อแก้ไขวิกฤติเชื้อเพลิงในสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันใช้น้ำมันวันละ 20 ล้านบาร์เรล
Following OPEC's announcement that it would cut oil production by 2 million barrels per day to boost prices, Biden is expected to release 15 million barrels of oil from the nation’s emergency reserves. Here's what that means. https://t.co/LK3PGZEsYy pic.twitter.com/hwoBayM39i
— USA TODAY (@USATODAY) October 19, 2022
ทั้งนี้ คลังน้ำมันดิบสำรองทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐ อยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงพลังงาน ตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งรัฐเทกซัส รัฐลุยเซียนา และอีกหลายรัฐตามแนวชายฝั่งตะวันออกไปจนถึงตอนใต้ เก็บทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน โดยในส่วนของน้ำมันดิบเคยมีปริมาณการเก็บสูงถึง 600 ล้านบาร์เรล แต่รายงานโดยกระทรวงพลังงาน ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา ระบุปริมาณน้ำมันดิบในคลังสำรองอยู่ที่ประมาณ 434.1 ล้านบาร์เรล ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2527
ด้านแหล่งข่าวในทำเนียบขาวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จะเร่งสำรองน้ำมันดิบกลับเข้าสู่เอสพีอาร์ เมื่อใดก็ตามที่ราคาในตลาดโลกอยู่ระหว่าง 67-72 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 บาร์เรล (ราว 2,752.13-2,764.08 บาท).
เครดิตภาพ : REUTERS



