พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กพศ.) ครั้งที่ 2/2565 โดยมีนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการและเลขานุการ กล่าวรายงานการประชุม พร้อมด้วยพลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่จะพัฒนาฐานการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ให้เติบโต เพื่อช่วยกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคและสนับสนุนการพลิกโฉมประเทศไทย ซึ่งรวมถึงการเพิ่มโอกาสให้กับเศรษฐกิจฐานรากให้ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างทั่วถึง ตลอดจนการเชื่อมโยงและกระจายประโยชน์ไปยังพื้นที่โดยรอบและจังหวัดอื่นๆ ในภาค ซึ่งในวันนี้ได้พิจารณาในเรื่องสำคัญโดยเฉพาะการกำหนดกิจการเป้าหมายสำหรับส่งเสริมการลงทุนเป็นการเฉพาะในเขตเศรษฐกิจพิเศษและส่งเสริมการพัฒนาสภาพแวดล้อม (Ecosystem) ให้พร้อมเพื่อดึงดูดการลงทุนของภาคเอกชนโดยที่ประชุม กพศ. มีมติเห็นชอบเรื่องสำคัญ คือ การกำหนดกิจการเป้าหมายและสิทธิประโยชน์สำหรับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภาค คลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมายสำหรับพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ทั้ง 4 ภาคเพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนเป็นการเฉพาะและเหมาะสมตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เสนอคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพิจารณากำหนดมาตรการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษตามแนวทางที่ กพศ. ให้ความเห็นชอบต่อไป
นอกจากนี้ กพศ. ได้เห็นชอบข้อเสนอมาตรการ/ปัจจัยสนับสนุนที่จะให้แก่ผู้ประกอบกิจการในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อม (Ecosystem) ให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจและขยายการลงทุน โดยมีมาตรการที่สำคัญ ได้แก่ (1) การให้สิทธิประโยชน์ (ทางภาษีและมิใช่ภาษี) (2) การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (3) การพัฒนากำลังคน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการ (4) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญและสิ่งอำนวยความสะดวก (5) การสนับสนุนเงินทุน และ (6) การแก้ไขกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมการประกอบกิจการ รวมทั้งกำหนดมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมรายคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมาย และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการต่อไป.



