มหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทเทสลา และตอนนี้ได้กลายเป็นเจ้าของบริษัททวิตเตอร์ด้วยแล้ว เคยกล่าวไว้ว่า เขาต้องการกำจัดบัญชีปลอมที่เป็นสแปมบนทวิตเตอร์ ทำให้ระบบอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มเกี่ยวการนำเสนอคอนเทนต์แก่ผู้ใช้เป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่าย และป้องกันแพลตฟอร์มจากการสร้างกระแสมอมเมาเรื่องความเกลียดชังและการแบ่งพรรคแบ่งพวก แม้ว่าตัวเขาเองจะไม่ต้องการให้มีระบบเซ็นเซอร์อย่างเข้มงวด

กระนั้น มัสก์ ก็ยังไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดของขั้นตอน หรือแผนการที่จะทำให้บริษัทใหม่ของเขาไปถึงเป้าหมายตามที่เคยกล่าวไว้ แต่เขากล่าวอย่างชัดเจนว่าจะมีการลดจำนวนพนักงาน ซึ่งทำให้พนักงานทั้งหมด 7,500 คนของทวิตเตอร์ เป็นกังวลเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง 

อย่างไรก็ตาม วานนี้ มัสก์ ยืนยันว่า เขาไม่ได้ซื้อทวิตเตอร์เพื่อหารายได้เพิ่ม แต่ต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่เขารัก

นอกจาก มัสก์ จะปลด ปารัก อักราวัล ประธานบริหารของทวิตเตอร์ออกจากตำแหน่งแล้ว เนด ซีกัล ประธานบริหารฝ่ายการเงินและ วิชยา กัดเด หัวหน้าฝ่ายนโยบายและกฎหมาย ก็หนีไม่พ้นชะตากรรมเดียวกัน โดย มัสก์ กล่าวหาว่า บุคคลเหล่านี้นำบริษัทและนักลงทุนของทวิตเตอร์ไปผิดทาง ทำให้มีบัญชีผู้ใช้งานปลอมเป็นจำนวนมากอยู่บนแพลตฟอร์ม

แหล่งข่าววงในให้ข้อมูลว่า ในระหว่างที่มีการปิดดีลซื้อขาย ทั้ง อักราวัลและซีกัล ยังคงอยู่ในสำนักงานใหญ่ของทวิตเตอร์ที่ซานฟรานซิสโก และมีเจ้าหน้าที่เชิญตัวออกไปจากสำนักงานเมื่อตกลงซื้อขายบริษัทได้สำเร็จ 

ส่วนทาง มัสก์ และคณะกรรมการบริหารของทวิตเตอร์ ยังไม่มีแถลงการณ์หรือแสดงความเห็นใด ๆ ต่อเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ

มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกซึ่งเปลี่ยนคำบรรยายโปรไฟล์ของตัวเองบนทวิตเตอร์เป็น ‘Chief Twit’ (หัวหน้าทวิต) พยายามลดความกังวลของพนักงานเกี่ยวกับการปลดคนออกครั้งใหญ่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ และพยายามสร้างความมั่นใจให้กลุ่มสปอนเซอร์ว่า คำวิพากษ์วิจารณ์แพลตฟอร์มอย่างดุเดือดที่ผ่านมาของเขา เกี่ยวกับกฎเกณฑ์การกลั่นกรองคอนเทนต์นั้น จะไม่มีผลกระทบต่อแพลตฟอร์ม

ในจดหมายเปิดผนึกที่ มัสก์ ส่งให้กลุ่มสปอนเซอร์ผู้ลงโฆษณาบนแพลตฟอร์มเมื่อวานนี้ (27 ต.ค. 2565) ระบุว่า ทวิตเตอร์คงไม่สามารถเป็นสถานที่ที่ใครจะพูดอะไรก็ได้โดยไม่มีการคำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา เขายังมองว่า ทวิตเตอร์ สามารถเป็นฐานที่ดีในการสร้างหรือต่อยอดไปสู่แอพพลิเคชั่นใหม่ที่เขาเรียกว่า ‘Super app’ ซึ่งนำเสนอบริการที่หลากหลายกว่า ตั้งแต่การโอนจ่ายเงิน ชอปปิงออนไลน์ไปจนถึงการเรียกรถโดยสาร

แต่ทวิตเตอร์ก็ยังคงประสบปัญหาเรื่องการดึงดูดผู้ใช้งานขาประจำซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจของแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นผู้ใช้งานที่สร้างคอนเทนต์ด้วยการโพสต์อย่างสม่ำเสมอ คิดเป็น 90% ของคอนเทนต์และรายได้ทั้งหมดต่อเดือน ทั้งที่มีจำนวนผู้ใช้ในกลุ่มนี้ไม่ถึง 10% ของจำนวนผู้ใช้งานทั้งหมด 

มัสก์ ซื้อกิจการและครองตำแหน่งเจ้าของบริษัททวิตเตอร์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2565 หลังจากที่เขาโดนทวิตเตอร์ฟ้องร้องเนื่องจากบ่ายเบี่ยง ไม่ยอมจ่ายเงิน 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.65 ล้านล้านบาท) เพื่อซื้อกิจการบริษัทตามที่ตกลงไว้แต่เดิม โดย มัสก์ อ้างเหตุผลเรื่องความโปร่งใสของแพลตฟอร์ม และการที่บริษัทไม่ยอมส่งข้อมูลเกี่ยวกับการเงินการหารายได้มาให้เขาพิจารณา

แต่หลังจากต่อสู้กันในชั้นศาลเป็นเวลาหลายเดือน ทั้งสองก็หาข้อยุติร่วมกันได้ โดย มัสก์ ยินยอมจ่ายเงินให้ทวิตเตอร์ตามราคาเดิมที่ตกลงไว้ เป็นการปิดดีลสัญญาซื้อขายแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ทรงอิทธิพลแห่งหนึ่งของโลก ก่อนจะถึงเส้นตายที่ศาลกำหนดไว้เพียงวันเดียว

เครดิตภาพ : REUTERS