มีพุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่งว่า “ยาทิสัง วปเต พีชัง ตาทิสัง ละภะเต ผะลัง กัลป์ยาณการี กัลยาณัง ปาปะการี จ ปาปกัง บุคคลหว่านพืชเช่นไรย่อมเป็นเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดีย่อมได้ผลดี ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้ผลชั่ว” พุทธสุภาษิตบทนี้ คงเป็นคำตอบที่ชัดเจน ว่า คนทำกรรมชั่ว ย่อมได้รับผลแห่งการกระทำของตน ตรงกันข้าม คนทำกรรมดี ย่อมได้รับผลแห่งกรรมดีเช่นกัน
แต่หากจะถามให้ลึกลงไปถึงการ “ตกนรก” หรือ “ขึ้นสวรรค์” ในภพภูมิต่อไปนั้น มีเรื่องราวปรากฏในธรรมบท เรื่อง “โจรเคราแดง” ซึ่งเป็นเพชฌฆาตประหารนักโทษมานักต่อนัก แต่เมื่อตายกลับได้ไปเกิดบนสวรรค์ โจรเคราแดงรับราชการเป็นเพชฌฆาตสังหารนักโทษตามหน้าที่ เขาทำอาชีพนี้มาตลอดชีวิต ครบอายุเกษียณราชการแล้ว ได้ประกอบกุศลกรรมถวายภัตตาหารแก่พระสารีบุตร ซึ่งเพิ่งออกจากสมาบัติมาบิณฑบาต ด้วยอานิสงส์แห่งการถวายทานอันเลิศ แด่พระสงฆ์ผู้เพิ่งออกจากสมาบัติ ทำให้เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว แทนที่จะไปเกิดในนรกเพราะฆ่ามนุษย์ แต่กลับไปเกิดบนสวรรค์ด้วยระลึกถึงแต่กรรมดีในการถวายทานแม้เพียงครั้งเดียว เรื่องราวของ “โจรเคราแดง” จบลงเพียงเท่านี้ แต่ที่ยกเรื่องนี้มาเป็นอุทาหรณ์ ไม่ใช่ว่าจะสอนให้โยมทำความชั่วทั้งชีวิต แล้วมาพลิกชีวิตทำดีในภายหลัง เพราะโยมอาจจะไม่โชคดีเหมือนโจรเคราแดงก็ได้
ส่วนเรื่องราว “การทำดีแต่ตกสวรรค์” มีพระรูปหนึ่ง ชื่อว่า “พระติสสะ” วันหนึ่งโยมพี่สาวของท่าน นำผ้าไตรที่ปราณีตและเป็นผ้าเนื้อดีมาถวาย ท่านคิดในใจว่า พรุ่งนี้จะห่มผ้าจีวรผืนนี้ฉลองศรัทธาโยมพี่สาว ปรากฏว่าคืนนั้นท่านป่วยกระทันหัน “พระติสสะ” มรณภาพกลางดึก ขณะจิตดวงสุดท้ายจะดับลง จิตของท่านได้ไปยึดอยู่กับผ้าจีวรผืนนั้น ทำให้ท่านไปเกิดเป็น “ตัวเล็น” ในผ้าจีวร หลังจากพระสงฆ์สามเณรทั้งหลาย ทราบข่าวการมรณภาพ ของ “พระติสสะ” จึงได้ช่วยกันจัดการงานศพของ “พระติสสะ” จนเรียบร้อย จึงปรึกษากันว่า ผ้าจีวรของ “พระติสสะ” ควรตกเป็นของสงฆ์ จึงได้การแบ่งผ้าจีวรกัน ขณะนั้นเอง “ตัวเล็น” ที่อยู่ในจีวรนั้นก็ส่งเสียงร้องกระโดดไปทางนั้นทีทางนี้ที ด้วยเข้าใจว่า พระสงฆ์ทั้งหลายจะแย่งจีวรไป
“พระพุทธเจ้า” ทรงทราบ จึงสั่ง “พระอานนท์” ให้มาบอกกับพระสงฆ์ทั้งหลายว่า ให้เก็บจีวรผืนนี้ไว้ที่เดิม เมื่อครบ 7 วันจึงทำการแบ่งจีวรกัน “พระอานนท์” จึงมาแจ้งพระสงฆ์ทั้งหลายด้วยความสงสัยว่า ทำไม “พระพุทธเจ้า” ให้เก็บจีวรไว้ก่อน 7 วัน จึงพากันเข้ามาถาม “พระพุทธเจ้า” พระองค์ทรงวิสัชชนาแก่พระสงฆ์ ว่า “พระติสสะ” มีจิตผูกพันกับผ้าจีวรผืนนั้น เมื่อจิตดับลงจึงไปเกิดเป็น “ตัวเล็น” ในจีวร ถ้าพวกท่านแบ่งจีวรกัน “ตัวเล็น” จะเกิดความโกรธ ว่าพวกท่านแย่งจีวรไป จิตที่ประกอบด้วยโทสะ จะทำให้ “พระติสสะ” ที่เกิดเป็น “ตัวเล็น” นั้น จะไปเกิดในนรก เพราะฉะนั้น ถ้ารออีก 7 วัน ให้ “พระติสสะ” ตายจาก “ตัวเล็น” ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิต ตามกุศลกรรมที่ทำมา พวกท่านค่อยทำการแบ่งผ้าจีวรจึงเป็นผลดีต่อ “พระติสสะ” พระสงฆ์ทั้งหลาย ต่างพา กันเปล่งวาจา อนุโมทนาในพระปัญญาญาณของ “พระพุทธเจ้า”
จิตที่ผ่องใสย่อมนำเราไปสู่สุคติโลกสวรรค์แม้ในปัจจุบัน จิตที่ฝึกดีแล้ว ผ่องใสแล้ว ย่อมทำให้มนุษย์มีความสุข ฝึกทำใจให้ผ่องใสในทุกก้าวย่างของชีวิต “ใจใสเป็นบุญ ใจขุ่นเป็นบาป ใจสะอาดเป็นเทวดา ใจต่ำช้าเป็นสัตว์นรก ใจสกปรกเป็นผี ใจดีไปพระนิพพาน”
……………………………………..
คอลัมน์ : ลานธรรม
โดย : พระครูปลัดบัณฑิต อินฺทเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสังข์กระจายวรวิหาร รองประธานเครือข่ายธรรมะอารมณ์ดี



