เมื่อวันที่ 11 พ.ย. นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังเข้าแสดงความยินดีกับอธิบดีกรมปศุสัตว์คนใหม่ว่า สมาคมฯ ได้ขอให้กรมปศุสัตว์ปราบปรามการนำเข้าเนื้อสุกรเถื่อนที่ได้ดำเนินการอยู่ให้เข้มข้นขึ้น และกวาดล้างให้สิ้นซาก เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เลี้ยง โดยเฉพาะผู้เลี้ยงรายย่อยและรายเล็ก เนื่องจากสุกรเถื่อนที่ลักลอบนำเข้ามาจำหน่ายมีราคาเฉลี่ย 135-145 บาทต่อกิโลกรัม เป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาสุกรในประเทศมาก เป็นการทำลายกลไกราคาสุกรไทย
ยกตัวอย่างเช่นพื้นที่ภาคเหนือที่ปัจจุบันกำลังการผลิตของฟาร์มหมูในภาคเหนือ ส่วนใหญ่เป็นฟาร์มรายย่อย น่าจะมีอยู่ที่ประมาณ 75% จากก่อนหน้านี้ที่มีประมาณ 80% ซึ่งนับแต่เกิดโรคระบาด การเลี้ยงสุกรทั้งระบบต้องยกระดับการป้องกันโรค ด้วย Biosecurity ในฟาร์ม ส่งผลให้ต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้นถึง 300-500 บาทต่อตัวหมูขุน

“ปัญหาหมูเถื่อนขณะนี้เป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการอุปทานผลผลิตหมูในประเทศ และทำให้ผู้เลี้ยงขาดความเชื่อมั่นในการกลับเข้ามาเลี้ยงใหม่ ยังไม่สามารถจัดการกับการระบาดของโรคได้ ทำให้แนวโน้มราคาจะปรับเพิ่มขึ้นตามกลไกตลาด ซึ่งเวลานี้ทางสมาคมฯ ได้ขอความร่วมมือในการรักษาระดับราคาไว้ที่ 100 บาทต่อกิโลกรัม มานานถึง 24 สัปดาห์แล้ว ส่วนกำลังการผลิตในประเทศจะกลับคืนสู่ภาวะปกติหรือไม่ ต้องติดตามดูในช่วงกลางปี 2566 แต่สมาคมฯ มองว่า อาจจะยังไม่สามารถกลับมามีกำลังการผลิตเท่าเดิมได้” นายสุรชัย กล่าว
สำหรับประเด็นที่เกษตรกรนำเข้าหารือกับอธิบดีกรมปศุสัตว์ อาทิ แนวทางการจัดตั้งกองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมสุกรไทย เพื่อแก้ปัญหาอุปสรรค และผลกระทบด้านราคาในบางช่วง รวมถึงแนวทางการกำจัดโรคปากเท้าเปื่อย (FMD) ที่ยังเป็นอุปสรรคทั้งด้านการค้าระหว่างประเทศ และการจัดการด้านสุขภาพ

นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบัน ผู้เลี้ยงต้องเผชิญกับต้นทุนการเลี้ยงที่สูงถึง 98-100 บาทต่อกิโลกรัม โดยต้นทุนในทุกหมวดยังอยู่ในระดับสูง ทั้งวัตถุดิบผลิตอาหารสำหรับอาหารสัตว์ พลังงาน และการป้องกันโรคที่เข้มงวด สิ่งที่ผู้เลี้ยงวิตกกังวลมากที่สุดคือเนื้อหมูเถื่อนที่ทะลักเข้ามา จะนำเอาโรคต่างถิ่นมาด้วยโดยเฉพาะโรค ASF รวมถึงสารเร่งเนื้อแดงที่อาจปนเปื้อนมาทำอันตรายต่อคนไทย รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อราคาจึงต้องการให้ภาครัฐกวดขันจับกุมอย่างเข้มแข็ง เพื่อให้สุกรเถื่อนเหล่านี้หมดไปโดยเร็ว หากปล่อยให้สุกรเถื่อนเหล่านี้ยังสามารถกระจายขายได้ทั่วไป เท่ากับเป็นการทำร้ายผู้เลี้ยง โดยเฉพาะรายย่อย รายเล็ก ที่จะหายไปจากระบบในที่สุด.



