รายงานข่าวจาก คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า กสทช. ได้ให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ ผู้ให้บริการต่อสายไปยังปลายทาง และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ จะต้องเพิ่มเครื่องหมาย +698 นำหน้าสายที่โทรฯ จากเบอร์โทรศัพท์ของไทย ที่ใช้บริการโรมมิ่งโทรฯ กลับมาจากต่างประเทศ (ยกเว้นกรณีสายที่มาจากประเทศที่ใช้งานรหัสประเทศ ตามที่สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) กำหนด ให้แสดงรหัสของประเทศนั้นๆ) เพื่อให้ประชาชนทราบว่าเป็นสายที่โทรฯมาจากต่างประเทศ และใช้ความระมัดระวังในการรับสาย หากไม่มีญาติหรือคนรู้จักอยู่ต่างประเทศ สามารถปฏิเสธการรับสายนั้นได้
โดยเบอร์โทรศัพท์ที่นำหน้าด้วย +698 จะไม่สามารถโทรฯ กลับได้ หากจะโทรฯกลับต้องตัด “+698” ออก แล้วเติมด้วย “0” และจะแสดงแค่หมายเลข แม้จะบันทึกชื่อและหมายเลขไว้ก็ตาม จึงขอให้ประชาชนสังเกตเบอร์ที่โทรเข้าก่อนรับสาย เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่โทรฯ เข้ามาหลอกลวง ซึ่งปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนวิธีการหลอกลวงประชาชนอยู่ตลอดเวลา จึงขอให้ประชาชนระมัดระวัง มีสติ อย่าหลงเชื่อ ไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคล หรือข้อมูลทางการเงิน และรหัสผ่านต่างๆ

ด้าน น.ส.โชติกา ไพจ์ศรี ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที กล่าวว่า ได้ร่วมมือกับ กสทช. แจ้งเตือนประชาชนให้ระวังก่อนการรับสายเบอร์โทรจากต่างประเทศทุกครั้ง หากมีหมายเลขโทรศัพท์ที่เรียกเข้าขึ้นต้นด้วย +698 +66 ซึ่งเป็นสายที่โทรฯจากเบอร์มือถือไทยที่ใช้บริการโรมมิ่งจากต่างประเทศ และ +697 ซึ่งเป็นสายโทรฯ ผ่านระบบ วีโอไอพี จากต่างประเทศ หากไม่ได้มีการติดต่อธุรกิจ หรือไม่มีญาติพี่น้องอยู่ต่างประเทศ ให้วางสายทันที และงดโทรฯ กลับไปที่เบอร์ดังกล่าวเพื่อป้องกันการเกิดค่าใช้จ่าย เรียกเก็บจากผู้ให้บริการระหว่างประเทศ
นอกจากนี้เอ็นที ได้ปรับรูปแบบหมายเลขโทรศัพท์ระหว่างประเทศขาเข้าให้มีรูปแบบตาม มาตรฐาน ไอทียู รูปแบบเดียว คือ มีเครื่องหมาย “+” นำหน้าตามด้วย รหัสประเทศเช่น +381631900756 พร้อมแจ้งให้ ประชาชนรับทราบ หากพบความน่าสงสัย หรือไม่มีเหตุอันควร ให้งดรับสายในทุกกรณี และสามารถแจ้งมายัง คอลเซ็นเตอร์ 1888 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อระงับการโทรฯ จากหมายเลขต้นทางที่มีความผิดปกติและประสาน ไปยังผู้ให้บริการในต่างประเทศตรวจสอบและระงับการโทรฯ ของหมายเลขต้นทางมาในไทย สำหรับประชาชนผู้ใช้บริการที่ถูกหลอกลวงสามารถแจ้งความได้ที่สถานีตำรวจเพื่อให้ดำเนินการทางกฎหมายต่อไป.



