สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แถลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ว่า รัสเซียจะไม่ขายน้ำมันให้กับประเทศใดก็ตาม ซึ่งร่วมใช้มาตรการตรึงราคาน้ำมันดิบของรัสเซียที่ขนส่งผ่านทางเรือ ให้อยู่ที่บาร์เรลละ 60 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,077.20 บาท)


ทั้งนี้ สมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) 27 ประเทศ และกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก 7 แห่ง หรือ จี7 ที่สมาชิกประกอบด้วย สหรัฐ แคนาดา เยอรมนี ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร อิตาลี และญี่ปุ่น นอกจากนั้น ยังมีออสเตรเลียซึ่งเข้าร่วมกับจี7 ในเรื่องนี้ด้วย พร้อมใจกันประกาศมาตรการดังกล่าว ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 ธ.ค. ที่ผ่านมา


ปูตินกล่าวต่อไปว่า มาตรการควบคุมราคาที่ฝ่ายตะวันตกประกาศออกมานั้น “งี่เง่า” และ “มีแต่จะทำลายเสถียรภาพของตลาด” ขณะเดียวกัน รัสเซียกำลังพิจารณาการลดเพดานการผลิตด้วย แต่ยังไม่มีการขยายความจากปูติน ปัจจุบัน รัสเซียเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับสองของโลก


เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนนักโทษครั้งสำคัญกับสหรัฐ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยสหรัฐส่งตัวนายวิกเตอร์ บูท พลเมืองรัสเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในพ่อค้าอาวุธสงครามชื่อดังที่สุดของโลก แลกกับการที่รัฐบาลมอสโกปล่อยตัว น.ส.บริทนีย์ ไกรเนอร์ นักบาสเกตบอลหญิงชาวอเมริกัน ซึ่งศาลรัสเซียพิพากษาเมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ให้เธอรับโทษจำคุกเป็นเวลา 9 ปี ฐานลักลอบนำน้ำมันกัญชาเข้าประเทศนั้น ปูตินกล่าวว่า ทั้งสองประเทศยังคงเจรจากันเกี่ยวกับ “การแลกเปลี่ยนนักโทษครั้งต่อไป”


ในประเด็นสงครามกับยูเครน ปูตินกล่าวว่า “มีความเป็นไปได้ในอนาคต” ที่รัสเซียจะบรรลุข้อตกลงสันติภาพร่วมกับรัฐบาลเคียฟ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมอสโก “ถูกหักหลัง” จากเยอรมนีและฝรั่งเศส ที่เป็นหนึ่งในภาคีของข้อตกลงมินสก์ แต่ตอนนี้ทั้งสองประเทศกลับเดินหน้าอัดฉีดอาวุธให้แก่ยูเครน.

เครดิตภาพ : REUTERS