สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงลิมา ประเทศเปรู เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ว่า กระทรวงการต่างประเทศเปรูออกแถลงการณ์ เมื่อคืนวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น ว่า นายปาโบล มอนรอย เอกอัครราชทูตเม็กซิโก “มีสถานะเป็นบุคคลไม่พึงปรารถนา” และต้องเดินทางออกพ้นประเทศภายใน 72 ชั่วโมง


ความเคลื่อนไหวดังกล่าว เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังกระทรวงการต่างประเทศเม็กซิโกยืนยัน การมอบสถานะผู้ลี้ภัยให้แก่ครอบครัวของนายเปโดร กัสติโย อดีตประธานาธิบดีเปรู ขณะที่รัฐบาลเม็กซิโกยังคงยืนยันว่า สถานเอกอัครราชทูตประจำกรุงลิมา “ยังคงให้บริการตามปกติ” และเป็นฝ่ายเรียกตัวมอนรอยให้เดินทางกลับประเทศ


ทั้งนี้ ประธานาธิบดีของเม็กซิโก โคลอมเบีย โบลิเวีย และอาร์เจนตินา ซึ่งปัจจุบันเป็นรัฐบาลฝ่ายซ้าย ลงนามร่วมกันในแถลงการณ์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่า กัสติโย ซึ่งศาลสั่งควบคุมตัวในเรือนจำเป็นเวลา 18 เดือน เพื่อรอการไต่สวนทั้งในข้อหาคอร์รัปชั่น และ “การเป็นกบฏ” คือเหยื่อของ “การล่วงละเมิดที่ไม่เป็นประชาธิปไตย”

ทหารและตำรวจเปรูรักษาความปลอดภัย บริเวณจัตุรัสซัน มาร์ติน ในกรุงลิมา


หลังจากนั้น ประธานาธิบดี ดีนา โบลูอาร์เต ผู้นำคนปัจจุบันของเปรู เรียกตัวเอกอัครราชทูตประจำทั้งสี่ประเทศ ให้เดินทางกลับ และประณาม “เจตนาแทรกแซงกิจการภายใน” ขณะที่สื่อท้องถิ่นหลายแห่งในเปรูรายงานว่า หลังความพยายามยุบสภาไม่ประสบผลสำเร็จ และทำให้ถูกสภาคองเกรสถอดถอน เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ที่ผ่านมา กัสติโยพยายามหลบหนีไปยังสถานเอกอัครราชทูตเม็กซิโกประจำกรุงลิมา แต่ถูกจับกุมเสียก่อน


การร่วงลงจากอำนาจของกัสติโย ซึ่งเป็นตัวแทนของฝ่ายซ้าย และอยู่ในอำนาจได้ประมาณ 1 ปีครึ่ง หรือนับตั้งแต่เดือน ก.ค. ปีที่แล้ว ถือเป็นชนวนเหตุสำคัญของวิกฤติการเมืองครั้งใหม่ในเปรู แม้โบลูอาร์เต พยายามบรรเทาความตึงเครียดของสถานการณ์ ด้วยการเสนอจัดการเลือกตั้งทั่วไปให้เร็วขึ้น จากในปี 2569 เป็นภายในเดือน เม.ย. 2567 แต่การประท้วงยังคงรุนแรง มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 20 ราย.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES