เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง ในคดีที่ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ฟ้องนายยกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรณีฟ้องว่า หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)มีคำสั่ง ให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โอนไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้ทบทวนและมีคำสั่งใหม่ให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติหน้าที่ราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และมีหนังสือถึงปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ขอให้เสนอให้นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติหน้าที่ราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้พิจารณา จึงได้ยื่นฟ้องต่อศาล
โดยศาลปกครอง พิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรในการไม่พิจารณาให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น ในระหว่างพิจารณาคดีของศาล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี โดยมีเนื้อหาเพื่อให้พิจารณาเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีขอกลับไปปฏิบัติงานในสังกัดเดิม กรณีดังกล่าวจึงถือว่า ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี
ส่วนกรณีของนายกรัฐมนตรีนั้น เมื่อได้รับหนังสือของผู้ฟ้องคดี รวมทั้งได้รับความเห็นของปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ผู้นายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีคำสั่งว่าผู้ฟ้องคดีมีความจำเป็นหรือไม่มีความจำเป็นที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการอยู่ในตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จึงถือว่าละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีด้วย แต่ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือลงวันที่ 5 มี.ค.2564 ถึงนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 5 มี.ค.2564 เห็นชอบตามข้อเสนอของปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เหตุแห่งการฟ้องคดีจึงหมดสิ้นไป
ส่วนประเด็น นายกรัฐมนตรีละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรในการไม่พิจารณาคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 2/2562 ลงวันที่ 9 เม.ย.2562 ใหม่ตามหนังสือของผู้ฟ้องคดี เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่นั้น ศาลปกครองเห็นว่าเห็นว่า คำสั่งหัวหน้าคสช.ดังกล่าวมิใช่คำสั่งทางปกครองตามคำนิยามของมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 นายกรัฐมนตรีจึงไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาคำสั่งของหัวหน้าคสช.นายกรัฐมนตรีจึงไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี



