ยกให้เป็นอีกหนึ่งผลงานที่รับการพูดถึงมากที่สุดในตอนนี้ สำหรับ “The Glory” ซีรีส์เกาหลีสุดฮอตโดย เน็ตฟลิกซ์ ที่กระแสมาแรงระดับโลก ด้วยเนื้อเรื่องที่เต็มไปด้วยความเข้มข้น กับการถ่ายทอดเรื่องราว “การบูลลี่” ซึ่งเป็นปัญหาสังคมในหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศเกาหลีใต้ ที่ข่าวคราวเกี่ยวกับการบูลลี่ของเยาวชนในรั้วสถานที่ศึกษานั้นมีมากมายหลายเคสและได้สร้างรอยแผลทั้งร่างกายและจิตใจ ฝั่งลึกลงไปกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนหลายคน ที่ไม่อาจใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ เพราะฝันร้ายเหล่านั้นมักตามมาหลอกหลอน

เช่นเดียวกับนางเอกของเรื่อง “มุนดงอึน” ที่ถูกรังแกจากลูกคนรวย จนชีวิตป่นปี้และอยากปลิดชีพตัวเอง แต่แล้วเธอก็นึกขึ้นได้ว่าไม่ใช่เธอที่ต้องตาย และได้เลือกวิธี “ล้างแค้น” บำบัดบาดแผลจากการโดนบูลลี่ของเธอ ด้วยการอุทิศทั้งชีวิตเพื่อกระชากกลุ่มคนที่เคยกลั่นแกล้งรังแกเธอในอดีตในลงสู่หายนะ ซึ่งมาพร้อมประโยคสุดสะพรึงอย่าง “โทษทางกฎหมายถ้าพระเจ้าช่วยเธอ โทษจากสวรรค์ถ้าพระเจ้าช่วยฉัน” โดยได้นางเอกยอดฝีมือระดับซูเปอร์สตาร์ ซงฮเยคโย ที่พลิกบทบาทการแสดงเป็นครั้งแรก และ อิมจียอน ที่มารับบทร้ายครั้งแรก ร่วมด้วย อีโดฮยอน, ยอมฮเยรัน, พัคซองฮุน, จองซองอิล ผลงานผู้กำกับ อันกิลโฮ และเขียนบทโดย คิมอึนซุก

โดย “The Glory” เล่าเรื่องราวของ “มุนดงอึน” (ซงฮเยคโย) หญิงสาวที่จิตวิญญาณแตกสลายจากเหตุความรุนแรงในอดีต เธอเป็นเหยื่อที่พลิกบทบาทสู่การเป็นผู้ที่ลงมือแก้แค้นบรรดาคนที่เคยรังแกและทำลายชีวิตของเธอ ด้วยแผนปั่นประสาทที่จะมอบความกดดันถึงขีดสุดแก่บรรดาผู้ที่เคยกระทำผิดต่อเธอในสมัยเรียนไม่ว่าจะเป็น “ยอนจิน” (อิมจียอน), “แจจุน” (พัคซองฮุน), “ซารา” (คิมฮีออรา), “ฮเยจอง” (ชาจูยอง), “มยองโอ” (คิมกึนอู) และ “โดยอง” (จองซองอิล) สามีของ “ยอนจิน” พร้อมพาแฟน ๆ ให้ได้รู้สึกถึงความสะใจอย่างยิ่งยวด เมื่อได้เห็นเหยื่อมีชัยชนะเหนือกลุ่มคนที่เคยรังแกเธอในอดีต ทว่าโดยแก่นแท้แล้ว ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้ให้แค่ความสะใจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังชวนตั้งคำถามว่า “การแก้แค้นนั้นมีชัยชนะที่แท้จริงหรือไม่” และยังชวนให้ติดตามว่าเรื่องราวจะดำเนินต่อไป

พล็อตการแก้แค้นสุดประณีตที่ใช้เวลาถึง 20 ปีของตัวละคร ทำให้ “The Glory” ประสบความสำเร็จในการดึงคนดูได้อยู่หมัด โดยหลังออนแอร์ แฟน ๆ ก็ให้การตอบรับอย่างร้อนแรง เมื่อต้นเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา “The Glory” ได้ทะยานขึ้นสู่อันดับที่ 1 บนชาร์ต Top 10 หมวดรายการทีวีภาษาต่างประเทศทั่วโลกของเน็ตฟลิกซ์ ด้วยยอดการรับชมสูงถึง 82.48 ล้านชั่วโมง อีกทั้งยังติดอันดับ Top 10 ในอีก 62 ประเทศทั่วโลก รวมถึงขึ้นแท่นอันดับ 1 ในไทยนับตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เปิดตัว

เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องก่อนพบกับ ภาค 2 ของ “The Glory” ที่จ่อสานต่อการแก้แค้น ในเดือน มี.ค นี้ “ฮาอึน” ขอพาแฟน ๆ ไปพูดคุยกับเหล่านักแสดงนำ ผู้กำกับและนักเขียน ถึงที่มากว่าจะเป็น “The Glory” กันแบบสุดพิเศษ

Q : แรงบันดาลใจหรือเหตุผลที่ทำให้คุณเขียนบทซีรีส์เรื่องนี้คืออะไร?

นักเขียนบท คิมอึนซุก : ฉันเป็นแม่ซึ่งมีลูกสาวที่กำลังอยู่ในวัยเรียนและจะขึ้นมัธยมปลายปีที่ 2 ในปีหน้า การใช้ความรุนแรงในโรงเรียนเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่สำหรับฉัน แต่ก็เป็นเรื่องที่ชวนให้สงสัยเช่นกันค่ะ เพราะในขณะที่เรากำลังคุยเกี่ยวกับประเด็นนี้อยู่ ฉันก็เกิดกังวลขึ้นมาว่าลูกสาวฉันจะถูกวิจารณ์ที่โรงเรียนเพราะฉันหรือเปล่า แต่ลูกสาวตอบกลับมาว่า ไม่หรอก ‘แม่ไม่ได้ดังขนาดนั้นนะ’ นั่นเป็นเรื่องแรกที่ทำให้ฉันช็อก แล้วลูกก็ถามฉันต่อว่า ‘แม่จะรู้สึกแย่กับอะไรมากกว่ากัน ระหว่างการที่หนูเป็นคนกลั่นแกล้งรังแกคนอื่น หรือการที่หนูโดนรังแกเสียเอง’ นั่นเป็นอีกเรื่องที่ทำให้ฉันตกใจมาก ๆ ค่ะ และในขณะเดียวกันนั้น ความคิดมากมายก็พรั่งพรูเข้ามาในหัว จนตัดสินใจเปิดแล็ปท็อปแล้วเริ่มเขียนบทเรื่องนี้ขึ้นมาค่ะ ฉันครุ่นคิดอยู่นานว่าจะตั้งชื่อเรื่องว่าอะไรดี จึงได้ไปอ่านบทสัมภาษณ์ของเหยื่อหลาย ๆ คนที่เป็นเหยื่อความรุนแรงในโรงเรียน และมาทราบทีหลังว่าเหยื่อส่วนใหญ่ไม่เคยต้องการคำขอโทษเป็นเงินทองหรือสิ่งของใด ๆ หากแต่ต้องการคำขอโทษจากใจจริงมากกว่า ฉันจึงสงสัยว่าคำขอโทษที่จริงใจเหล่านั้นจะทำให้ได้อะไรดีขึ้นมา แต่สุดท้ายก็ตระหนักได้ว่า เขาไม่ได้อยากได้คำขอโทษ แต่มันเหมือนเป็นการทวงคืนสิ่งที่พวกเขาได้สูญเสียไปอย่างเช่น เกียรติและศักดิ์ศรีในขณะที่โดนทารุณมากกว่า คำขอโทษที่ออกมาจากใจจะนำพวกเขากลับไปยังช่วงเวลาก่อนที่พวกเขาจะโดนทำร้าย เพราะเหตุนั้นฉันจึงตัดสินใจตั้งชื่อเรื่องว่า ‘The Glory’ ด้วยความหวังที่อยากจะให้ตัวละครอย่าง ‘ดงอึน’, ‘ฮยอนนัม’ และ ‘ยอจอง’ ได้กลับไปสดใสและมีเกียรติเหมือนตอนก่อนที่พวกเขาจะตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงค่ะ

Q : ทราบมาว่านี่เป็นครั้งแรกที่คุณร่วมงานกับ “นักเขียนบทคิมอึนซุก” อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คุณตัดสินใจกำกับผลงานเรื่องนี้?

ผู้กำกับอันกิลโฮ : ผมว่าซีรีส์เรื่องนี้พูดถึงหลาย ๆ ประเด็น ตอนแรกที่ได้รับข้อเสนอให้กำกับผลงานเรื่องนี้ ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้ร่วมงานกับนักเขียนบทคิมอึนซุก และตัวบทของซีรีส์เองก็น่าสนใจและน่าสนุกทีเดียว อีกทั้งยังจะได้ร่วมงานกับทีมนักแสดงฝีมือดี จึงไม่มีเหตุผลใดให้ผมต้องปฏิเสธไม่ร่วมงานด้วยเลยครับ

Q : สำหรับ “The Glory” แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของแนวการเขียนของคุณ อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้คุณคิดว่าถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแนวแล้ว หรือว่านี่เป็นแนวที่คุณอยากลองเขียนมานานแล้ว?

นักเขียนบทคิมอึนซุก : ฉันคิดว่าตัวฉันเองค่อย ๆ พัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปทีละขั้น ในทุกตอนของบทและผลงานของฉัน ฉันพยายามเตือนตัวเองตลอดว่าไม่ให้สร้างผลงานที่ดูแล้วซ้ำซากจำเจ และคราวนี้ฉันก็คิดว่าถึงเวลาที่ควรเปลี่ยนแนวได้แล้ว อีกประเด็นคือทางเน็ตฟลิกซ์น่าจะชื่นชอบและสนับสนุนผลงานเรื่องนี้ ฉันคิดว่าไม่น่าจะเสียหายอะไรที่จะลองเขียนดูสักตั้ง ถ้าครั้งนี้ไม่ประสบผลสำเร็จก็ลองพยายามใหม่ก็ได้ค่ะ ซีรีส์เรื่องนี้เหมาะสำหรับผู้ใหญ่ (+19) เพราะมีเนื้อหาและคำพูดที่เกี่ยวกับการใช้ความรุนแรง อีกอย่างเรื่องนี้เล่าถึงความแค้นส่วนตัว เป็นการแก้แค้นผ่านปรัชญาและมุมมองของตัวละครดงอึนเท่านั้น ฉันคิดว่ามันเป็นซีรีส์ที่เหมาะสำหรับผู้ใหญ่ เพราะพวกเขาสามารถตัดสินได้ว่าสิ่งไหนถูกหรือผิด

Q : เชื่อว่าทุกคนกำลังตั้งตารอการท้าทายครั้งใหม่ของคุณ มีสิ่งไหนที่รู้สึกว่าท้าทายเป็นพิเศษในการเขียนบทซีรีส์แนวล้างแค้นครั้งแรกหรือไม่?

นักเขียนบทคิมอึนซุก : ผลงานส่วนใหญ่ของฉันเป็นแนวรักโรแมนติกหวานแหวว ทุกคนคงแปลกใจใช่มั้ยคะที่ฉันหันมาลองแนวล้างแค้น ฉันใช้ชีวิตร่วมกับลูกสาวที่อยู่มัธยมปลาย เพราะฉะนั้นคงไม่มีเรื่องโรแมนติกเกิดขึ้นทุกวัน ฉันเลยอยากลองเขียนเรื่องแนวนี้ออกมาบ้าง การวาดภาพตัวละคร ‘ยอจอง’ และ ‘ดงอึน’ ออกมาเป็นสิ่งที่ยากที่สุดค่ะ เพราะฉันต้องพยายามไม่ให้มีเรื่องราวความรักเข้ามาเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของพวกเขามากเกินไป เพราะตอนแรกที่ส่งฉบับร่างให้ผู้กำกับดู เขาถามฉันว่านี่เราทำซีรีส์แนวล้างแค้นใช่ไหม ไม่ใช่โรแมนซ์ใช่ไหม ฉันจึงสามารถดึงสติกลับมาได้ ต้องขอบคุณผู้กำกับที่ช่วยทำให้ฉันไม่ไขว้เขวค่ะ

Q: อะไรคือเหตุผลที่ผู้กำกับและนักเขียนเลือกแคสต์นักแสดง “ซงฮเยคโย” ?

ผู้กำกับอันกิลโฮ : ครั้งแรกที่ได้อ่านบท ‘ดงอึน’ เป็นตัวละครที่เปราะบางแต่ก็เข้มแข็งมากในเวลาเดียวกัน ดังนั้นการจะตามหานักแสดงที่มีทั้งสองภาพลักษณ์นั้นค่อนข้างยาก และผมก็คิดถึงคุณซงฮเยคโย เป็นคนแรก ผมดีใจที่เธอตอบตกลง และผมว่าเธอใกล้เคียงกับตัวละครมากถึง 120% เลยล่ะครับ

นักเขียนบทคิมอึนซุก : ฉันว่า 121% เลยนะคะ ฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่าเธอสามารถแสดงสีหน้า เดิน หรือพูดได้แบบนั้น เห็นแล้วรู้สึกว่าฉันไม่กล้าคิดจะเป็นศัตรูกับผู้หญิงคนนี้แน่นอน

Q : ในฐานะนักแสดงนำ อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คุณตัดสินใจรับบทในเรื่องนี้?

ซงฮเยคโย : เหตุผลหลักก็เพราะได้ร่วมงานกับ ‘นักเขียนบทคิมอึนซุก’ และ ‘ผู้กำกับอันกิลโฮ’ ค่ะ และซีรีส์แนวนี้เป็นอีกแนวหนึ่งที่ฉันอยากลองมาโดยตลอด รู้สึกเหมือนเป็นการผจญภัยอีกครั้งในฐานะนักแสดง ครั้งแรกที่ได้อ่านบท ในหัวฉันขาวโพลนไปหมด บทได้รับการเรียบเรียงอย่างสมบูรณ์แบบในตัวของมันแล้วโดยคุณคิมอึนซุก ขอแค่ฉันสื่อสารออกมาได้ดีก็น่าจะทำให้ออกมาเป็นตัวละครที่ดีค่ะ ที่ผ่านมาฉันรับบทในผลงานแนวเมโลดราม่ามาค่อนข้างเยอะ เรื่องนี้ผู้ชมอาจจะได้เห็นการแสดงสีหน้าและอารมณ์ที่แปลกใหม่จากผลงานเรื่องก่อนๆ ของฉัน เป็นประสบการณ์ที่ท้าทายสำหรับฉัน แต่ก็สนุกมากค่ะ

อีโดฮยอน : เหตุผลแรกเหมือน ‘คุณซงฮเยคโย’ เลยครับ ผมชื่นชอบนักเขียนบทและผู้กำกับมากครับ ตอนที่ได้บทครั้งแรก ผมอ่านบท 4 ตอนจบในรวดเดียวเลย ผมสงสัยว่า ‘จูยอจอง’ จะเป็นคนแบบไหน เพราะเขาเป็นคนที่ไม่ค่อยแสดงออกมากเท่าไหร่ สิ่งนี้ทำให้ผมยิ่งอยากรู้จักตัวละครนี้มากขึ้น และหวังว่าผู้ชมจะเข้าใจสิ่งที่ผมสื่อผ่านตัวละครจูยอจองครับ

อิมจียอน : ครั้งแรกที่ฉันได้อ่านบท ฉันอึ้งและอินกับบทมาก สมแล้วที่เป็นผลงานเขียนของนักเขียนบท ‘คิมอึนซุก’ ค่ะ แต่ก็อดเซอร์ไพร้ส์ไม่ได้ว่านี่ใช่ผลงานของเธอจริงหรือ เพราะมันแตกต่างกับผลงานที่ผ่านมาของเธอ และไม่ใช่แนวเมโลดราม่าด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันรับบทตัวร้าย ซึ่งเป็นบทที่ฉันอยากลองเล่นมานานแล้ว ฉันจึงอยากลองดูค่ะ

ยอมฮเยรัน : แค่ทราบว่าเป็นเรื่องราวการล้างแค้นโดยนักเขียนบท ‘คิมอึนซุก’ ก็ทำให้ฉันตื่นเต้นแล้วค่ะ ทันทีที่ได้อ่านบท ฉันก็รู้สึกประหลาดใจมาก เพราะพล็อตเรื่องเป็นการแก้แค้นสไตล์เกาหลีมากทีเดียว มีตัวละครมากมายที่ต้องการจะแก้แค้น รวมถึงแรงจูงใจในการแก้แค้นของแต่ละตัวละครก็โน้มน้าวใจผู้ชมได้ดี ฉันชอบทั้งบทบาทที่ฉันได้รับและตัวเนื้อเรื่องมากค่ะ

พัคซองฮุน : ผมเองก็เป็นแฟนคลับตัวยงของนักเขียนบท ‘คิมอึนซุก’ ครับ อย่างที่ทราบดีว่าเธอเป็นตัวแม่ซีรีส์โรแมนติกคอมเมดี้ แต่ครั้งนี้เธอได้ลองท้าทายกับผลงานแนวใหม่ ซึ่งผมอยากเป็นส่วนหนึ่งในการท้าทายครั้งใหม่ของเธอด้วยครับ

จองซองอิล : อย่างที่นักแสดงทุกท่านกล่าวก่อนหน้านี้ ผมเชื่อว่าคงไม่มีนักแสดงคนไหนที่ไม่อยากร่วมงานกับนักเขียนบท ‘คิมอึนซุก’ และผู้กำกับ ‘อันกิลโฮ’ หรอกครับ ผมดีใจที่ได้ร่วมงานกับพวกเขาครับ

Q: ช่วยเล่าเกี่ยวกับตัวละครของคุณให้ฟังหน่อยได้มั้ย?

ซงฮเยคโย : สำหรับ ‘ดงอึน’ เป็นตัวละครที่มีอดีตอันแสนจะเจ็บปวดเพราะความรุนแรงในโรงเรียนตั้งแต่เด็ก ๆ ทั้งคุณครูและตำรวจก็ไม่แม้แต่จะยื่นมือมาปกป้องเธอ เธอจึงตัดสินใจที่จะฆ่าตัวตาย แต่ก็ฉุกคิดได้ว่าทำไมต้องเป็นเธอที่ต้องตาย เพราะพวกคนที่ทำร้ายเธอต่างหากที่ต้องได้รับบทลงโทษ นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการล้างแค้นค่ะ นับว่าเป็นเรื่องยากที่จะสื่ออารมณ์ของดงอึน ซึ่งต้องทนทุกข์ทรมานจากอดีตอันแสนโหดร้าย และต้องเผชิญหน้าต่อสู้กับผู้ที่กระทำผิด แต่แทนที่จะแสดงภาพลักษณ์ที่อ่อนแอ ฉันอยากให้ผู้ชมมองเห็นด้านที่เข้มแข็งแทนค่ะ อยากให้เห็นว่าฉันเป็นดงอึนที่แข็งแกร่งมากกว่าดงอึนในวัยเด็ก ฉันจึงโฟกัสจุดนั้นเป็นพิเศษค่ะ

อีโดฮยอน : สำหรับ ‘ยอจองเป็นตัวละครที่ดูภายนอกนั้นสดใส แต่ภายในมีอะไรซ่อนอยู่ อยากให้ไปติดตามดูกันเองในซีรีส์ครับ

พัคจองฮุน : สำหรับ ‘จอนแจจุน’ เป็นตัวละครที่โดดเด่นในทุกที่ที่เขาไป เขาเป็นผู้ชายที่ชอบปาร์ตี้ ชอบผู้หญิงสวย ๆ และชอบใช้ความรุนแรง รวมถึงติดการพนันด้วย จนอยู่มาวันหนึ่งเขาได้ติดกับดักที่ ‘ดงอึน’ วางเอาไว้ ถ้าอยากรู้ต่อไปในซีรีส์นะครับ

จองซองอิล : ส่วน ‘ฮาโดยอง’ มีทั้งเงินและอำนาจ รวมถึงมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แต่เมื่อเขาได้รับรู้อดีตของภรรยาของเขา เขาจึงรู้สึกว่าชีวิตตัวเองเกิดจุดด่างพร้อย และกลายเป็นประเด็นที่นำพาเขาไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญครับ

อิมจียอน : สำหรับ ‘ยอนจิน’ เป็นคนที่รังแก ‘ดงอึน’ ในสมัยเรียนและเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เธอแค้นฝังใจ ยอนจินเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวยและมีอำนาจ และทุกคนก็เข้าข้างเธอ เธอได้แต่งงานและมีครอบครัวที่ดี จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้ทราบว่า ดงอึน เป็นครูประจำชั้นของลูกสาวเธอ เธอเคยเจิดจรัสมาตลอดและอยากมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบและหรูหราไปตลอดชีวิต จึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อรักษามันไว้ มันยากสำหรับฉันมากในตอนแรก ฉันพยายามหาคำตอบว่าทำไม ยอนจิน ถึงทำอะไรที่ชั่วร้ายแบบนั้นได้ ทั้งที่เธอเองก็ไม่เคยมีปมด้อยอะไร แต่แล้วคำตอบที่ฉันค้นพบก็คือ เพราะความรู้ไม่เท่าถึงการณ์ เธอไม่รู้ว่าการทำร้ายผู้อื่นเป็นเรื่องที่ผิด ไม่เข้าใจว่าทำไมการที่ใจร้ายกับคนถึงเป็นเรื่องไม่ควร เพราะเธอเกิดมาในสภาพแวดล้อมที่เธอสามารถครอบครองทุกอย่างที่เธอต้องการ ไม่ต้องไขว่คว้าดิ้นรน และไม่ต้องแบกความรับผิดชอบ เลยทำให้เธอไม่รู้สึกผิด นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันรับบทเป็นตัวร้าย ตอนแรกก็กังวลเหมือนกันแต่ก็ตั้งใจแสดงเป็นยอนจินในแบบรูปของฉันออกมาค่ะ

Q : ในการรับบทเป็น “ดงอึน” รู้สึกยากที่ต้องแสดงบทบาททางอารมณ์บ้างรึเปล่า?

ซงฮเยคโย : ยากค่ะ มีหลายฉากที่รู้สึกสงสาร ‘ดงอึน’ และไม่รู้ว่าจะถ่ายทอดความรู้สึกนั้นออกมาอย่างไร แต่ฉันก็พบว่าถ้าถ่ายทอดตามบทบาทที่ได้รับ ยังไงมันต้องออกมาดีแน่นอน เพราะตัวบทนั้นเรียบเรียงขึ้นมาละเอียดมาก และในขณะที่ฉันรับบทเป็นดงอึน บางครั้งฉันเองก็ตกใจกับท่าทางและสีหน้าของตัวเองเหมือนกันค่ะ พอได้เห็นแบบนั้นแล้วฉันก็รู้สึกภูมิใจมากๆ ค่ะ

Q : แนวทางในการแสดงบทบาทของ “ยอจอง” ตัวละครของคุณในเรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

อีโดฮยอน : ตอนอยู่ในกองถ่ายผมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้กำกับอยู่เสมอครับ ผมได้ตระหนักว่าการสื่ออารมณ์ของผมนั้นมีผลต่อการเล่าเรื่องในฉากต่อ ๆ ไปด้วย ต้องขอบคุณผู้กำกับที่ให้โอกาสให้ผมได้ลองถ่ายทอดอารมณ์ในหลากหลายรูปแบบ ผมจึงพยายามเตรียมตัวและฝึกซ้อมหลายครั้ง เพราะจะได้หาทิศทางที่เหมาะสมในการแสดงมากที่สุดครับ

Q: ได้ข่าวว่าคุณฝึกซ้อมบทกับ “คาอึล” สุนัขของคุณ โดยจินตนาการว่ามันเป็น “ดงอึน” ใช่มั้ย?

อีโดฮยอน : ใช่ครับ มีบ้างครับ ขอโทษครับพี่ฮเยคโย เพราะผมอยู่คนเดียวเลยไม่มีใครช่วยต่อบทให้ ผมเลยต้องซ้อมกับคาอึลครับ

Q : ในซีรีส์มีการบรรยายเรื่องในรูปแบบเขียนจดหมายจาก “ดงอึน” ถึง “ยอนจิน” มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษที่ทำให้คุณเลือกบรรยายผ่านจดหมายหรือเปล่า

นักเขียนบทคิมอึนซุก: ฉันคิดว่า ‘ซงฮเยคโย’ น่าจะรู้สึกยากกับการแสดงในจุดนี้ ฉันอยากสื่อภาพความเจ็บปวดของเหยื่อที่แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยไปนานเท่าไร แต่บาดแผลของพวกเขากลับไม่ได้รับการเยียวยาเลยแม้แต่น้อย แต่ไม่อยากให้พูดออกมาตรง ๆ ว่า ‘ฉันเจ็บปวดนะ’ จึงทำให้ฉันพยายามสื่อสารด้วยฉากที่ ‘ดงอึน’ เขียนจดหมายและอ่านเนื้อความในจดหมายด้วยน้ำเสียงที่สุขุม แต่เนื้อความเหล่านั้นได้สื่อถึงความปวดร้าวของเหยื่อที่ถูกทำร้าย หวังว่าทุกคนจะไม่พลาดฉากนั้นนะคะ

ซงฮเยคโย : ฉันเคยมีโอกาสได้ลองถ่ายทอดบทบาทในลักษณะเดียวกันในผลงานเรื่องอื่นมาบ้างแล้ว แต่ซีรีส์นี้แตกต่างไปอีกแบบค่ะ ฉันเลยไปปรึกษาผู้กำกับว่าฉันอยากเล่าเหมือนกระซิบข้างหูให้ ‘ยอนจิน’ ฟังชัดๆ และผู้กำกับเองก็เห็นด้วยกับฉันค่ะ

Q : เชื่อว่าหนึ่งในฉากที่น่าประทับใจคือฉากที่ “ยอนจิน” ปะทะกับ “ดงอึน” ที่โรงยิมของโรงเรียน ช่วยเล่าถึงฉากนั้นให้ฟังได้มั้ย?

อิมจียอน : โดยส่วนตัวแล้วฉากนั้นเป็นหนึ่งในฉากที่ยากที่สุดสำหรับฉันเลยค่ะ พอจินตนาการว่าต้องมาปะทะกับเพื่อนที่ฉันเคยทำร้ายในสถานที่เดิมแล้วรู้สึกว่ายากมากค่ะ จำได้ว่าผู้กำกับบอกว่าให้ถ่ายแบบวันเทคไปเลย วันนั้นหน้าของฉันกับรุ่นพี่ซงฮเยคโยแดงและบวมมากเลยค่ะ

ซงฮเยคโย : ฉันอยู่ในวงการแสดงมาหลายปี แต่นี่เป็นครั้งแรกเลยค่ะที่หน้าแดงเพราะถูกตบ ทั้งอึ้งและชาไปหมดจนต่อบทไม่ถูกเลย จำได้ว่าฉันต้องนั่งประคบน้ำแข็งอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะถ่ายทำฉากต่อไปค่ะ

Q : ขอถาม “คุณซงฮเยคโย” ได้ร่วมงานกับ “นักเขียนบทคิมอึนซุก” เป็นครั้งที่สอง หลังจากที่ได้เจอกันมาแล้วใน “ชีวิตเพื่อชาติ รักนี้เพื่อเธอ (Descendants of the Sun)” รวมทั้งเป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมงานกับ “ผู้กำกับอันกิลโฮ” รู้สึกอย่างไรบ้างที่ได้ร่วมงานกับพวกเขาในครั้งนี้?

ซงฮเยคโย : ฉันเคยได้มีโอกาสร่วมงานกับนักเขียนบท ‘คิมอึนซุก’ ในผลงานก่อนหน้านี้ ต้องขอบคุณนักเขียนบทที่เชื่อใจและมอบบทตัวละครใน ‘The Glory’ อีกครั้งค่ะ ฉันมีความสุขมากที่ได้เจอกับตัวละคร ‘ดงอึน’ ผลงานเรื่องนี้เป็นผลงานที่ทำให้รู้สึกว่าการที่ฉันได้ทำงานกับคนที่รักช่างเป็นเรื่องที่มีความสุขเหลือเกิน อีกอย่างฉันเป็นแฟนคลับของผู้กำกับ ‘อันกิลโฮ’ และอยากร่วมงานกับเขามานานแล้ว แนวของซีรีส์เรื่องนี้และบทของตัวละครดงอึน เป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับฉัน แต่เป็นเพราะคำแนะนำของผู้กำกับ ฉันเลยหาแนวทางในการแสดงได้ไวขึ้น ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ

Q: มีแฟนจากทั่วโลกรอติดตามชมซีรีส์เรื่องนี้อยู่ ผู้ชมหลายประเทศอาจจะไม่ชินกับประเด็นเรื่องการใช้ความรุนแรงในโรงเรียน อะไรคือแมสเสจที่คุณต้องการสื่อผ่านซีรีส์ “The Glory”

นักเขียนบทคิมอึนซุก : ฉันเชื่อว่าไม่ใช่แค่ในเกาหลีเท่านั้น แต่มีอีกหลายประเทศทั่วโลกที่กำลังเผชิญกับปัญหาดังกล่าว มีพ่อแม่และเหยื่อที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการใช้ความรุนแรงในโรงเรียน ฉันว่าทุกคนสามารถเข้าใจสิ่งที่ต้องการจะสื่อได้ไม่ยากค่ะ สั้นๆ เลยคือ เอาชนะมันให้ได้ และอย่าทำเรื่องที่ไม่ดีค่ะ

Q:คอนเทนต์เกาหลีได้สร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก และหนึ่งในนั้นก็คือ “สควิดเกม เล่นลุ้นตาย (Squid Game)” ที่สร้างมาตรฐานความนิยมเอาไว้ คุณคาดหวังอย่างไรบ้างกับ “The Glory”?

นักเขียนบท คิมอึนซุก : ฉันไม่รู้ผลลัพธ์หรือความนิยมจะต้องตัดสินกันอย่างไรและด้วยวิธีใด แต่ในฐานะคนเกาหลี ฉันเองก็ภูมิใจที่ ‘สควิดเกม เล่นลุ้นตาย’ ที่สร้างชื่อเสียงให้เกาหลี และอยากให้ ‘The Glory’ เป็นเช่นนั้นด้วย ฝากติดตามด้วยนะคะ

Q : ฝากถึงผู้ชมทั่วโลกหน่อย?

ซงฮเยคโย : ซีรีส์เรื่องนี้พวกเราทุกคนและทีมงานในกองถ่ายทั้งหมดตั้งใจร่วมกันสร้างขึ้นมา หวังว่าคุณผู้ชมจะชื่นชอบกันนะคะ

พัคซองฮุน : ผมหวังว่า ‘The Glory’ จะเป็นผลงานที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับนักแสดงทุกคนที่อยู่ในที่นี้รวมถึงนักเขียนและผู้กำกับครับ

อิมจียอน : ทีมงานและทีมนักแสดงทุกคนตั้งใจสร้างสรรค์ผลงานเรื่องนี้กันมาก คุณผู้ชมจะได้รับชมซีรีส์แนวใหม่ ฝากติดตามชมกันด้วยนะคะ

อีโดฮยอน : ทีมงานและนักแสดงทุกคนทั้งที่มาร่วมกันในวันนี้และไม่ได้อยู่ที่นี่ต่างทุ่มเทกันมาก ฝากด้วยนะครับ

ยอมฮเยรัน : ขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาในวันนี้ค่ะ ฉันคิดว่าเนื้อหาในเรื่องนี้สามารถโน้มน้าวใจคุณผู้ชมได้ และเป็นเรื่องราวการแก้แค้นสุดครบรส ฝากติดตามกันเยอะๆ ด้วยค่ะ

จองซองอิล: ทั้งผู้กำกับ นักเขียนบท และพวกเราทีมนักแสดงทุกคน ต่างทุ่มเทกันมาก หวังว่าคุณผู้ชมจะเพลิดเพลินในการรับชมและได้ข้อคิดจากซีรีส์เรื่องนี้นะครับ

ผู้เขียนบท คิมอึนซุก: สำหรับใครที่อายุ 19 ปีขึ้นไป อย่าลืมติดตามชมซีรีส์ด้วยนะคะ

ผู้กำกับ อันกิลโฮ: พวกเราตั้งใจเต็มที่และได้นักแสดงและทีมงานมือฉมังมาร่วมงาน ผมรู้สึกขอบคุณมากๆ ครับ หลังจากดูจบรอบหนึ่งแล้ว ผมเชื่อว่าถ้าดูจบรอบที่สองหรือรอบที่สาม คุณก็จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้จากซีรีส์เรื่องนี้ครับ

แล้วคุณล่ะ! คิดว่าการ “แก้แค้น” คนของ “เหยื่อ” ที่เคยโดนบูลลี่ จนชีวิตต้องพินาศ เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วหรือไม่ แล้วอย่าพลาดดูบทสรุปของ “The Glory ” ในวันที่ 10 มี.ค.นี้กัน!

ฮาอึน / ภาพ : Graphyoda/Netflix © 2022