เมื่อวันที่ 6 ก.พ. ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล รองอธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เป็นประธานการรับฟังความคิดเห็นภาคเอกชน (Market Sounding) สำหรับการให้เอกชนร่วมลงทุนในการพัฒนาและบริหารจัดการ โครงการศูนย์บริการทางหลวงศรีราชา และโครงการสถานที่บริการทางหลวงบางละมุง บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 7 สายกรุงเทพมหานคร-บ้านฉาง

นายปิยพงษ์ เปิดเผยว่า ทล. ได้ดำเนินโครงการที่พักริมทางมอเตอร์เวย์ หมายเลข 7 สายกรุงเทพมหานคร-บ้านฉาง ช่วงกรุงเทพฯ-ชลบุรี-พัทยา-มาบตาพุด จำนวน 2 แห่ง วงเงินลงทุนรวม 2,382.02 ล้านบาท ได้แก่ 1.สถานที่บริการทางหลวงบางละมุง (Bang Lamung Service Area) พื้นที่ฝั่งละ 38 ไร่ วงเงินลงทุน 766.45 ล้านบาท แบ่งเป็นวงเงินก่อสร้าง 634.16 ล้านบาท ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 132.29 ล้านบาท และ 2.ศูนย์บริการทางหลวงศรีราชา (Sriracha Service Center) พื้นที่ฝั่งละ 59 ไร่ วงเงินลงทุน 1,615.57 ล้านบาท แบ่งเป็น วงเงินก่อสร้าง 831.34 ล้านบาท ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 784.23 ล้านบาท

หลังจากรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ จะนำมาประกอบการดำเนินการจัดเตรียมเอกสารการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน (Request For Proposal : RFP) คาดว่าจะประกาศเชิญชวนเอกชนช่วง พ.ค. 66 ก่อนจะยื่นข้อเสนอในเดือน ก.ย. 66 และคณะกรรมการคัดเลือกประเมินข้อเสนอ เจรจาร่างสัญญา และสรุปผลการคัดเลือกฯ จากนั้นคาดว่าจะมีการลงนามสัญญาไม่เกินกลางปี 67 ก่อนจะมีการเปิดให้บริการบางส่วนในปี 68 และเปิดบริการเต็มรูปแบบในปี 69 โดยทั้ง 2 โครงการดังกล่าว มีอายุสัญญาสัมปทานรวม 32 ปี ซึ่งในจำนวนนี้เป็นระยะเวลาในการก่อสร้าง 2 ปี

นายปิยพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนในเรื่องของผลตอบแทน เนื่องจากการลงทุนดังกล่าว เป็นการลงทุนในรูปแบบรัฐร่วมเอกชน (PPP Net Cost) จึงจะใช้วิธีให้เอกชนจ่ายผลตอบแทนเป็นรายปี ซึ่งขณะนี้ ทล. อยู่ระหว่างทบทวนตัวเลข แต่เดิมกำหนดราคาไว้ โดยแบ่งเป็น พื้นที่ศรีราชา ประมาณ 10 ล้านบาทต่อปี และพื้นที่บางละมุง ประมาณ 5 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้จะต้องมีการเพิ่มค่าตอบแทนทุกๆ 3 ปี ปัจจุบันเราพร้อมส่งมอบพื้นที่ทั้ง 2 โครงการแล้ว 100% และโครงการนี้ ถือเป็นโครงการพัฒนาที่พักริมทาง โครงการแรกที่เปิดให้เอกชนไทย ที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในไทย เข้าร่วมการประมูลเท่านั้น โดยโครงการนี้ไม่ได้เปิดให้เอกชนต่างชาติเข้าร่วมลงทุน เนื่องจากมองว่าเอกชนไทยมีศักยภาพเพียงพอ

ส่วนปริมาณจราจรที่ใช้บริการ M7 ช่วงศรีราชา ประมาณ 150,000-200,000 คันต่อวัน และ M7 ช่วงบางละมุงอยู่ที่ 15,000-16,000 คันต่อวัน คาดว่าภายใน 3 ปีถ้าท่าอากาศยานอู่ตะเภาเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ และมีการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) จะทำให้มีการเดินทางช่วงพัทยา-มาบตาพุดเพิ่มมากขึ้น ส่วนค่าตอบแทนที่เอกชนจะต้องจ่ายให้ภาครัฐพื้นที่ศรีราชาประมาณ 10,000,000 บาทต่อปี และพื้นที่บางละมุง ประมาณ 5,000,000 บาทต่อปี

นายปิยพงษ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในปีนี้จะเตรียมให้เอกชนร่วมลงทุนพัฒนาและบริหารจัดการที่พักริมทาง บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) จำนวน 2 เส้นทาง วงเงินลงทุนรวม 5,625 ล้านบาท ได้แก่ 1.มอเตอร์เวย์หมายเลข 6 (M6) สายบางปะอิน-นครราชสีมา วงเงินลงทุน 3,270 ล้านบาท ประกอบด้วยที่พักริมทาง 8 ตำแหน่ง ได้แก่ จุดพักรถวังน้อย จุดพักรถหนองแค สถานที่บริการทางหลวงสระบุรี จุดพักรถทับกวาง ศูนย์บริการทางหลวงปากช่อง จุดพักรถลำตะคอง สถานที่บริการทางหลวง สีคิ้ว และจุดพักรถขามทะเลสอ

และ 2.ที่พักริมทาง บนมอเตอร์เวย์หมายเลข 81 (M81) สายบางใหญ่-กาญจนบุรี วงเงินลงทุน 2,355 ล้านบาท ประกอบด้วยที่พักริมทาง 3 ตำแหน่ง ได้แก่ สถานที่บริการทางหลวงนครชัยศรี สถานที่บริการทางหลวงนครปฐม และจุดพักรถท่ามะกา โดยภายในปี 66 นี้จะดำเนินการเปิดประมูลแล้วเสร็จ และคาดว่าจะลงนามสัญญาได้ในปี 67 จากนั้น จะก่อสร้างมีแผนเปิดทดลองบริการพื้นฐานบางส่วน ได้แก่ ห้องน้ำ ที่จอดรถ และร้านค้าบางส่วนในปี 68 และจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 69

โครงการดังกล่าวภาคเอกชนลงทุนออกแบบก่อสร้าง จัดให้มีที่พักริมทางรวมถึงงานระบบ การจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการต่าง ๆ ตามมาตรฐานและข้อกำหนดกรมทางหลวง ตลอดจนดูแล บำรุงรักษา บูรณะ และบริหารจัดการตลอดระยะเวลา 32 ปี (นับตั้งแต่วันที่เริ่มลงมือก่อสร้าง)



