เมื่อวันที่ 6 ก.พ. นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า เมื่อปี 2561 บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ได้ขออนุญาตกรมประมงนำเข้าปลาเก๋าหยกเพื่อการศึกษาวิจัยการเพาะเลี้ยงโดยมีข้อตกลงว่า จะเป็นการเลี้ยงเพื่อทดลองหลังจากระยะทดลองได้ชำแหละปลาทั้งหมดเป็นเนื้อปลา เหลือเพียงพ่อแม่พันธุ์ 40 คู่ ต่อมาช่วงเมษายน 2565 บริษัทฯ ขออนุญาตดำเนินการ ศึกษาวิจัยการเพาะพันธุ์ การเลี้ยง และการตลาด ผลิตภัณฑ์ปลาในระบบปิดน้ำหมุนเวียนเชิงพาณิชย์เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดใหม่ กรมจึงอนุญาตโดยผ่านมติของคณะกรรมการด้านความหลากหลายและด้านความปลอดภัยทางชีวภาพของกรมประมง (IBC) ซึ่งต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข คือเพื่อการศึกษาวิจัย และต้องดำเนินการในพื้นที่ที่กรมประมงอนุญาตเท่านั้น และห้ามเคลื่อนย้ายปลามีชีวิตออกจากบริเวณที่อนุญาตโดยเด็ดขาด
สำหรับการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากการทดลองฯ กรมประมงอนุญาตให้จำหน่ายเป็นผลผลิตที่ไม่มีชีวิตคือต้องชำแหละเนื้อแช่แข็ง และจำหน่ายในช่องทางของบริษัทฯ ตามที่เสนอแผนการศึกษามาเท่านั้น เช่น ซีพีเฟรชมาร์ท โลตัส แม็คโคร ที่สำคัญคือ การดำเนินการศึกษาวิจัยต้องรายงานให้กรมประมงรับทราบทุก 3 เดือน และต้องส่งผลการศึกษาวิจัยฉบับสมบูรณ์แก่กรมประมง จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า การออกข่าวประชาสัมพันธ์ของบริษัทฯ ดังกล่าว ได้ดำเนินการนอกเหนือจากกรอบโครงการวิจัยที่บริษัทเสนอต่อกรมประมงเพื่อขอรับอนุญาต และมีการทำประชาสัมพันธ์รวมถึงทำการตลาด โดยจำหน่ายปลาเก๋าหยกในเชิงพาณิชย์ ก่อนที่จะรายงานให้กรมประมง
“ภายในเดือนนี้ กรมจะเรียกบริษัทฯ มาชี้แจงกับคณะกรรมการด้านความหลากหลายและด้านความปลอดภัยทางชีวภาพของกรมประมง (IBC) ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น หากจะขอนุญาตดำเนินการศึกษาวิจัยการเพาะพันธุ์ การเลี้ยงใหม่ ทางบริษัทต้องทำลายของเก่าให้หมด และต้องให้คณะกรรมการ IBC พิจารณาอีกครั้ง ผมเชื่อว่าปลาที่ยังวางขายอยู่ในท้องตลาด เป็นปลาสต๊อกเก่า ส่วนที่บอกว่าเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดใหม่ของไทย อยากทราบเป็นของใครแน่ เรื่องนี้จะยอมไม่ได้”



