แมนเชสเตอร์ ซิตี ถูกพรีเมียร์ลีก ตั้งข้อหาละเมิดกฎการเงินมากกว่า 100 ครั้ง ในช่วงเวลา 9 ฤดูกาล ระหว่างปี 2009-2018 หลังมีการตรวจสอบมาอย่างยาวนานถึง 4 ปี โดยหาก “เรือใบสีฟ้า” ถูกตัดสินว่าผิดจริง อาจมีบทลงโทษตั้งแต่ปรับเงิน ตัดแต้ม ไปจนถึงขั้นขับออกจากลีกเลยทีเดียว

ลีกสูงสุดแดนผู้ดี กล่าวหาว่า “เรือใบสีฟ้า” มีความผิดข้อหาละเมิดกฎการเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับรายได้ รวมถึงเงินรายได้จากผู้สนับสนุน และเงินค่าดำเนินการต่าง ๆ โดยข้อหาแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วยข้อหาเรื่องเกียวกับค่าจ้างของผู้จัดการทีม ในช่วงระหว่างซีซั่น 2009-10 ถึงฤดูกาล 2012-13 ซึ่งในช่วงนั้นมี โรแบร์โต มันชินี เป็นกุนซือ ข้อหาเรื่องค่าจ้างของนักเตะ ในช่วงฤดูกาล 2010-11 ถึงซีซั่น 2015-16 ข้อกล่าวเรื่องการละเมิดกฎไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์ ของ ยูฟ่า ในช่วงฤดูกาล 2013-14 ถึงซีซั่น 2017-18 และข้อหาเรื่องการละเมิดกฎเรื่องผลประโยชน์และความยั่งยืนของพรีเมียร์ลีก ในช่วงฤดูกาล 2015-16 ถึงซีซั่น 2017-18

นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวหาว่า แมนฯ ซิตี ไม่ให้ความร่วมมือในการสอบสวนเรื่องนี้กับทางพรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2018 จนถึงปัจจุบัน โดยหลังจากนี้ “เรือใบสีฟ้า” จะต้องชี้แจงข้อมูลด้านการเงินของสโมสรใหม่ทั้งหมด โดยต้องชี้แจงสถานะทางการเงินของสโมสรตามความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังจากนี้ การสอบสวนโดยคณะกรรมการอิสระในกรณีนี้น่าจะยังไม่เสร็จสิ้นจนถึงขั้นมีบทสรุปออกมาในเร็ว ๆ นี้ และอาจต้องใช้เวลาเป็นปีเลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2020 ที่ผ่านมา “เรือใบสีฟ้า” เคยถูก ยูฟ่า สั่งลงโทษแบนห้ามลงเล่นในฟุตบอลถ้วยยุโรป 2 ปีข้อหาละเมิดกฎการเงินอย่างร้ายแรง ในช่วงระหว่างปี 2012-16 แต่ศาลอนุญาโตตุลาการด้านกีฬา (ซีเอเอส) มีคำสั่งยกเลิกโทษแบนดังกล่าวในเวลาต่อมา

ด้าน “เรือใบสีฟ้า” ออกแถลงการณ์หลังทราบว่า สโมสรถูกตั้งข้อหาดังกล่าว โดยระบุว่า “แมนเชสเตอร์ ซิตี รู้สึกประหลาดใจที่สโมสรถูกตั้งข้อหาว่าละเมิดกฎของพรีเมียร์ลีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่เราได้ให้ความร่วมมือเต็มที่ และได้ชี้แจงรายละเอียด รวมถึงมอบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ จำนวนมากให้พรีเมียร์ลีกไปแล้ว สโมสรยินดีให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้อีกครั้งโดยคณะกรรมการอิสระ เพื่อให้มีการพิจารณาอย่างยุติธรรม”