สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ว่า ผลการวิจัยจากคณะนักวิจัยนิวซีแลนด์และนานาชาติ เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ ระบุว่า มวลน้ำที่ละลายจากธารน้ำแข็งซึ่งหดตัวลงเมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น สามารถสะสมจนเกิดเป็นทะเลสาบบริเวณใกล้เคียง และทำให้ประชาชนบนภูเขาสูงราว 15 ล้านคน เสี่ยงเผชิญน้ำท่วมทะลักจากทะเลสาบธารน้ำแข็งได้


ทะเลสาบเหล่านี้ถือเป็นภัยธรรมชาติต่อประชาชนที่อาศัยบริเวณปลายน้ำอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการพังทลายของเขื่อนตามธรรมชาติอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมทะลักแบบฉับพลัน โดยผู้ที่อาศัยในภูมิภาคภูเขาสูงของเอเชียและเทือกเขาแอนดีส มีความเสี่ยงสูงสุดต่ออันตรายประเภทนี้ ขณะที่พื้นที่ซึ่งมีประชากรหนาแน่นและทรัพยากรสำหรับรับมือน้อย มีความเสี่ยงมากที่สุด


นายโทมัส โรบินสัน วิทยากรอาวุโสของวิทยาลัยโลกและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแคนเทอร์เบอรี กล่าวว่า น้ำท่วมทะลักจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง อาจเกิดขึ้นโดยปราศจากสัญญาณเตือน เมื่อเขื่อนตามธรรมชาติพังลง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเร่งด่วน เพื่อลดการสูญเสียชีวิตในอนาคต


จำนวนและขนาดของทะเลสาบธารน้ำแข็งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ปี 2533 และปัจจุบันประชาชน 15 ล้านคนทั่วโลก ได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงน้ำท่วมทะลักจากทะเลสาบเหล่านี้


ทั้งนี้ ประชาชนในภูมิภาคภูเขาสูงของเอเชียเผชิญความเสี่ยงสูงสุด และอาศัยอยู่ใกล้ทะเลสาบธารน้ำแข็งมากสุดโดยเฉลี่ย ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้คนราว 1 ล้านคน อาศัยห่างจากทะเลสาบน้ำแข็งในระยะ 10 กิโลเมตร พร้อมเสริมว่า การทำงานอย่างใกล้ชิดกับชุมชนเสี่ยง เพื่อป้องกันภัยพิบัติใหญ่นั้นถือเป็นสิ่งสำคัญ.

ข้อมูล-ภาพ : XINHUA