หลังจากเดลินิวส์เปิดประเด็น กรณีการบุกรุกพื้นที่ป่าและออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบในพื้นที่อ่าวจาก เทือกเขาปากเตรียม ต.กำพวน อ.สุขสำราญ จ.ระนอง เบื้องต้นพบว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวได้รับการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือ น.ส.3 ก. จำนวน 105 แปลง (ปี 2532-2537) เนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ โดยมีกลุ่มผู้ครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินประกอบด้วย กลุ่มบริษัทเอกชน จำนวน 3 บริษัท รวม 33 แปลง และกลุ่มบุคคลธรรมดาอีก 72 แปลง มีทั้งเป็นการออกเฉพาะรายที่สืบเนื่องมาจากหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค.1 จำนวน 46 แปลง แต่พบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.3 ก. ที่ออกโดยไม่มีหลักฐานสำหรับที่ดินหรือไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดิน 59 แปลง ล่าสุด คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าผู้สื่อข่าวรายงานวันที่ 27 มี.ค. ในการลงพื้นที่ของคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา อ้างหลักฐานภาพถ่ายดาวเทียมการตัดไม้ในพื้นที่ที่เอกชนอ้างสิทธิ์ครอบครอง จำนวน 33 ไร่ ว่าอยู่นอกเขตสิทธิครอบครองชัดเจน ทำให้ล่าสุด เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแหลมสน ซึ่งมีพื้นที่ทับซ้อน และมีถนนเข้าออกพื้นที่ป่าปากเตรียม ได้ติดตั้งป้ายห้ามรถบรรทุกตั้งแต่ 6 ล้อขึ้นไปใช้เส้นทางลำลอง พื้นที่อ่าวจาก หมู่ 2 หมู่ 2 ต.กำพวน โดยเด็ดขาด หากพบการฝ่าฝืน มีโทษปรับไม่เกิน 3 แสนบาท พร้อมมีเจ้าหน้าที่เฝ้าตรวจประจำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเส้นทางดังกล่าว มีรายว่า ถูกลักลอบใช้เป็นเส้นทางลำเลียงไม้จากเขาปากเตรียมลงสู่พื้นราบ เนื่องจากเป็นเส้นทางที่ไม่ลาดชันและสะดวกต่อการเดินรถ อย่างไรก็ตาม สำหรับการลักลอบตัดไม้ บนเทือกเขาปากเตรียม ไม่ได้เกิดขึ้นในระยะ 1-2 ปี นี้ แต่พบว่า มีการตรวจพบครั้งแรก ภายหลังคณะทำงานแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ กองทัพภาค 4 ได้รับเรื่องเรียนเกี่ยวกับการลักลอบตัดไม้บนเทือกเขาปากเตรียม บริเวณบ้านเหนือ จึงได้เข้าตรวจสอบพร้อมด้วย หน่วยป้องกันรักษาป่า ที่ รน.2 (ราชกรูด) เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2565
ผลการตรวจสอบพบพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตพื้นที่ป่าไม้ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 อยู่นอกเขตพื้นป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พุทธศักราช 2507 และไม่อยู่ในพื้นที่ป่าคุ้มครอง ตรวจพบรถแบ็คโฮล 1 คัน โดยมีนายอิสมาน โต๊ะตาหยง เป็นผู้ควบคุมรถ กําลังดําเนินการปรับพื้นที่เป็นถนน กว้างประมาณ 5 เมตร ระยะทางยาวประมาณ 2 กิโลเมตร คํานวณเนื้อที่ ได้ประมาณ 3-3-75 ไร่

ต่อมาได้มี นายสหัสศักดิ์ ถิ่นมะลานธนโชติ มาแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่และแจ้งว่า ตนเองเป็นผู้รับมอบอํานาจ ดูแลพื้นที่ดังกล่าวจากเจ้าของที่ดิน โดยได้ว่าจ้าง นายอิสมาน โต๊ะตาหยง ดําเนินการเข้าปรับพื้นที่ และพื้นที่ดังกล่าวมีเอกสารสิทธิที่ดินเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์(นส. 3 ก.)จํานวน 21 ฉบับ มาแสดง แต่ขณะนั้นชุดตรวสอบพิจารณา เห็นว่า พื้นที่บริเวณดังกล่าว ยังมีสภาพเป็นป่าสมบูรณ์ ไม่พบเห็นการทำประโยชน์ใด ๆ และเป็นพื้นที่ที่มีความลาดชันค่อนข้างสูง เพื่อความถูกต้องชัดเจนในการตรวจสอบพื้นที่ จึงได้ขอความร่วมมือให้ผู้รับมอบอํานาจดูแลที่ดินแปลงดังกล่าว แจ้งผู้ครอบครองพื้นที่ให้ยุติการดําเนินการใด ๆ ในพื้นที่อันอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการไว้ก่อนจนกว่าจะสามารถพิสูจน์ได้ว่า การครอบครองพื้นที่ดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ต่อมาในวันที่ 21 เมษายน 2565 เจ้าหน้าที่หน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยทหารจากชุดตรวจสอบและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ การทำลายทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมในพื้นที่กองทัพภาค 4 กอ.รมน.ภาค 4 นำโดย พ.อ.ดุสิต เกษรแก้ว ลงพื้นที่ตรวจสอบเพิ่มเติม ตามสั่งการฯ ของผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ตรวจสอบกรณีที่มีการทำไม้ในแปลงที่เกิดเหตุเพิ่ม พบต้นไม้ที่ถูกตัดโค่น ล้มทั้งต้นโดยมิได้บั่นทอน เป็นจำนวนทั้งสิ้น 58 ต้น ปริมาตร478.36 ลบ.เมตร และ พบไม้ท่อน จำนวน 77 ท่อน ปริมาตร 205.47 ลบ.เมตร จึงได้ทำการบันทึกตรวจยึด รวมถึงตรวจยึดตอไม้อีก 60 ตอ พร้อมทั้งได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ไว้ที่ สภ.สุขสำราญ

จนกระทั้งผลการตรวจพิสูจณ์ หลักฐานยืนยันว่า การออกเอกสารสิทธิ์ นส.3 ก. บริเวณพื้นที่ ที่มีการตัดไม้เป็นการออกเอกสารสิทธิ์ โดยมิชอบ และคณกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้เสนอให้ผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอธิบดีกรมที่ดิน ดำเนินการเพิกถอน ตั้งแต่ปี 2565 พร้อมทั้งให้ป่าไม้ ดำเนินการฟ้องศาลปกครองชั่วคราวเพื่อคุ้มครองพื้นที่ ห้ามมิให้ผู้ดเข้าไปทำประโยชน์ หรือ ทำให้ป่าเสื่อมสภาพจนกว่าการเพิกถอนเอกสาร นส.3 ก.จะแล้วเสร็จ
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 16 ต.ค.2567 พล.ต.อนุสรณ์ โออุไร ที่ขณะนั้นดำรงตำแหน่ง รองแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ รอง ผอ.รมน.ภาค 4 ซึ่งรับผิดชอบ เป็นหัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ การทำลายทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมในพื้นที่กองทัพภาค 4 กอ.รมน.ภาค 4 ได้เดินทางไปเร่งรัดการปฎิบัติ และกำชับให้หน่วยงานบังคับใช้กฏหมาย ดำเนินการแก้ไขปัญหา รวมถึงติดตามความคืบหน้าคดีบุกรุกตัดไม้ ซึ่งพบว่ายังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดแต่อย่างใด แต่กลับพบการกระทำผิดขยายวงกว้างออกไป

รายงานข่าวแจ้งว่า ในปีงบประมาณ 2569 คณะทำงานตรวจสอบและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ การทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่กองทัพภาค 4 กอ.รมน.ภาค 4 ได้พยายามเสนอแผนฎิบัติ เพื่อเข้าดำเนินการตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำผิด แต่ปรากฏว่า คณะทำงานฯ ถูกยุบ และยกเลิกตั้งแต่ 1ต.ค.2568 ทางด้าน พ.ต.อ.สุมากร สูงปานเขา ผกก.สภ.สุขสำราญ จ.ระนอง ให้ข้อมูลกับทีมข่าวว่า ตนเข้ามารับแหน่งเมื่อปี 2567 หลังเหตุการณ์จับกุมตรวจยึดไม้บนภูเขาปากเตรียม ต.กำพวน เมื่อปี 2565 แต่จากการตรวจสอบสารบบคดี พบคดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ จำนวน 3 คดี ประกอบด้วย 1 คดีครอบครองเครื่องเลื่อยยนต์ 2 ตรวจยึดรถแบคโฮ ในความผิด ถมลำรางสาธาณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งทั้ง 2 คดีถึงที่สุดในชั้นศาลแล้ว ส่วนอีก 1 คดี เป็นคดีบุกรุก ที่ผู้ครอบครองที่ดินแจ้งเอาผิดผู้บุกรุกเข้าไปตัดไม้ในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ส่วนการตรวจยึดไม้ท่อน ตนไม่ทราบ เพราะในคดีนี้ ยังไม่เคยมีการร้องทุกข์กล่าวโทษจากผู้เสียหาย ซึ่งเข้าใจว่าต้องเป็นเจ้าพนักงานป่าไม้ จึงไม่รู้ว่ามีการตรวจยึดไม้ไว้จริงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ทีมข่าวเฉพาะกิจ ยังได้รับเอกสารหนังสือสัญญาซื้อขายไม้ ระหว่างบริษัทนิติบุคคล 2 แห่ง ในฐานะผู้ขาย กับผู้ซื้อซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา ระบุ จำนวน 1350 ต้น บนพื้นที่เอกสารสิทธิ์ น.ส.3 ก. จำนวน 19 แปลง ในพื้นที่ หมู่ที่ 2 ต.กำพวน อ.สุขสำราญ จ.ระนอง รวมเงิน 6 ล้านบาท เมื่อเดือน มกราคม 2568 แต่จากการตรวจสอบพบว่า สัญญาดังกล่าวถูกเลิก โดยผู้ที่ปรากฏชื่อว่าเป็นผู้ซื้อยืนยันว่า ตนเองถูกยกเลิกสัญญาจริง โดยผู้ขายได้ตกลงขายกับผู้อื่นแทน และทราบว่าผู้ซื้อรายใหม่เข้าไปดำเนินการตั้งแต่ต้นปี 2568 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน.





