วันนี้ (วันที่ 18 ก.พ. 66) ที่ โรงแรมคาเพลลา ชั้น 2 ห้องอะเทลีเย่ 1 อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม พระเอกชื่อดัง ได้ควงแฟนสาวดีไซเนอร์ ณัฐ-ณิชชา ธนาลงกรณ์ แถลงข่าวเปิดใจถึงพิธีวิวาห์ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 19 ก.พ. นี้ ณ โรงแรมดังกล่าว สุดชื่นมื่น หลังคบหาดูใจกันมา 5 ปี

อนันดา เผยก่อนพร้อมน้ำตาคลอว่า มาถึงวันนี้ แต่งงานนี้ ก็รู้สึกเซอร์เรียลนิดหน่อย ผมไม่ได้ตื่นเต้น หรือกังวลเรื่องงาน แต่พอถูกทักถามเรื่องพวกนี้ มันเหมือนมีอะไรจุกคอหอยอยู่ตลอด เพราะไม่เคยคิดว่าจะมีภาพนี้ สำหรับงานแต่งในวันพรุ่งนี้ เราคุยกันไว้ว่าจะเป็นแคชชวล สบาย ๆ อยู่ที่ทะเลสาบโคโม่ (Lake Como) ที่อิตาลี แล้วเราเชิญครอบครัว เพื่อน คนที่เรารักมาฉลองกับเรา แต่พอไปสักพักมันอาจใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ อย่างชุดวันนี้ ตอนแรกก็ไม่ใช่แบบนี้ เกือบไปทางเสื้อกล้าม กางเกงเล แบบสบาย ๆ แต่ตอนนี้มาไกลแล้ว ชุดของผมวันนี้ก็เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเช้า ไม่เคยรู้เหมือนกันว่าดีเทลในแต่งมันเยอะมาก ณัฐก็มีตื่นเต้นจนนาทีสุดท้ายว่าชุดจะเป็นยังไง ผมเองก็มีหลายชุดเหมือนกัน จนคิดว่านี่มันงานแฟชั่นโชว์หรือเปล่า (หัวเราะ) แต่ก็สนุกดี ผมก็มีบริษัทในวงการนี้ ทุกคนก็ออกมาช่วยกันทุกอย่าง ทั้ง ฉาก จัดงาน เสื้อผ้า แต่งหน้า ทำผม ก็เป็นทีมงาน เป็นครอบครัวของเราที่มาช่วยกัน รู้สึกปลื้มมาก คนที่เรารู้จัก ครอบครัวในหน้าที่การงาน ทุกคนเข้ามาซัพพอร์ตหมดเลย

สำหรับความประทับใจ เอาจริง ๆ ในมุมของผม ไม่เคยมีเรื่องงานอย่างนี้อยู่แล้ว ที่บ้านก็ไม่เคยคุยกับผมเรื่องพวกนี้ ตัวผมก็เชื่อว่าเรารู้จักกันมาหลายปี รู้จักผมตั้งแต่เด็ก ส่วนใหญ่คงเคยได้ยินผมพูดแต่งว่าเรื่องพวกนี้ ผมคงไม่มีหรอก ระหว่างทางก็เจอคนนี้ แล้วมันก็เปลี่ยน ก็ไม่คิดเหมือนกันว่ามันจะมีวันนี้ พอทักมามันอาจมีความจุกที่คอหอย ตื้นตันใจ เอาจริง ๆ ผมเองก็ยังไม่มีโอกาสได้คุยกับใครเรื่องนี้ หรือตอบคำถามพวกนี้ พอถามมาเลยกระตุ้นอะไรบางอย่าง

ส่วนสิ่งที่ทำให้เรามั่นใจว่าเขาจะเป็นคู่ชีวิต เป็นภรรยาของเรา เป็นแม่ของลูกนั้น เอาจริง ๆ ก็เป็นคำถามที่เขาก็ถามผมหลายครั้งเหมือนกัน มันคงต้องมานั่งคุยเป็นชั่วโมง ถ้าให้ผมนิยามแบบจริงแท้แน่นอนเลยว่ามันคืออะไร เอาเป็นว่า มันเป็นความรู้สึกที่เรารู้ว่ามันใช่ ผมเชื่อว่าทุกคนคงเคยมีความรู้สึกนี้มาก่อน ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม เรื่องครอบครัว เรื่องความรัก หรืออะไรก็ว่ากันไป ความรู้สึกนั้นที่มันใช่ มันแค่รู้ว่ามันใช่ มันอาจนิยามแบบชัดเจนไม่ได้ แต่เรารู้ของเราว่ามันใช่ และมันก็เป็นความสบายใจ เพราะเรารู้ว่านี่คือสิ่งที่ใช่และถูกต้องในชีวิตเรา

ซึ่งงานแต่งครั้งนี้ ก็ใหญ่กว่าที่เราคิดแต่แรกเยอะเลย จริง ๆ เราคุยเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนโควิด เราสองคนใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัดซะส่วนใหญ่ ช่วงนั้นกรุงเทพฯ แดงเข้ม เราก็พยายามหลีกเลี่ยงเข้ากรุงเทพฯ เราใช้ชีวิตอยู่ตามเกาะโน้นเกาะนี้ พอเราคุยกันว่าเราจะมีวันนี้ ก็คิดจะจัดเล็ก ๆ ที่ทะเลดีกว่ามั้ย ทางครอบครัวก็โอเค คิดว่าน่ารักดี แต่พอเรายกเรื่องโควิด เริ่มกลับมา มันก็กลายเป็นอาชีพการงาน บ้านเราก็อยู่ที่กรุงเทพฯ เราก็ควรต้องมีอะไรที่กรุงเทพฯ เลยคิดว่าจะยกของที่เกาะมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ดีกว่ามั้ย และเราก็เริ่มจากไปดูร้านเล็ก ๆ ร้อยกว่าคน เหมือนคอนเซปต์เดิมที่เราอยู่ที่ทะเล จากร้อยคนก็มาเป็นร้อยห้าสิบ ร้านก็เริ่มเล็กเกินไป จนย้ายไปเรื่อย ๆ จนมาถึงตรงนี้ โชคดีที่ผมรู้จักครอบครัวโรงแรมนี้ เลยกลายเป็นแขกจำนวน 300 คน จนมาถึง 400 คน ก็มีจัดงาน 2 ที่ คือที่กรุงเทพฯ และงานที่กระบี่ ซึ่งเป็นงานเล็ก ๆ เป็นคอนเซปต์ตอนโควิดที่เราคิด

สำหรับเรื่องสินสอด คุณแม่เรียบง่ายกว่าพวกเราเยอะเลย ตอนแรกแม่ก็พูดว่าแลกแหวนก็พอ ไม่ได้มีเรื่องของสินสอด ซึ่งจริง ๆ ผมว่ามันก็ตรงกับความรักเรามากกว่า เพราะเราก็ไม่ได้เป็นเรื่องพวกนี้ แต่แม่บอกว่าให้แล้วห้ามคืน ดูแลให้อย่างดี ส่วนเรื่องลูกเป็นเรื่องที่กำลังคุยกันอยู่ เราคุยกันว่าขอไปเที่ยวรอบโลกสักสองรอบ คบกันแรก ๆ ก็ไม่คิดที่จะมีด้วยซ้ำ พอมาถึงทุกวันนี้ก็ยอมรับว่ามีหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลง รวมทั้งมีวันนี้สำหรับผมก็เป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดคิดไว้ และมันก็การเปลี่ยนแปลง ผมเลิกกำหนดแล้วว่าอนาคตจะเป็นยังไง ก็ตามนั้น ในส่วนของผู้ใหญ่ของผม พอรู้ว่าผมจะมีครอบครัว คือผมมีครอบครัวจากออสเตรเลียมาทานข้าวกับผม เขาก็มีความจริงเหรอ เขายังแซวว่าเราพูดมาตลอดว่าจะไม่มีวันนี้ เขาก็พูดถึงเหมือนกันว่าดีแล้วที่รู้จักการปรับเปลี่ยนตัวเอง เพราะเขาเชื่อว่าพอเราโตขึ้น ก็ต้องยอมรับการปรับเปลี่ยน เรื่องครอบครัว เรื่องลูก ให้เปิดใจไว้

ส่วนภาพพรีเวดดิ้งที่แซ่บ เราก็ไม่ได้คิด มันอาจเป็นเพราะช่างภาพหลายคน ผมก็เคยทำงานด้วยและมันแทบจะเป็นโหมดธรรมชาติที่ผมเจอพวกเขาตั้งแต่เด็ก อนันดามาถึงก็แก้ผ้า วัยนี้อาจไม่เหมาะ แต่เราคุ้นเคยกับพวกเขาอยู่แล้ว เราไม่ได้อาย เราถ่ายรูปกับเขาเพราะรู้สึกว่าเป็นครอบครัวในวงการของผม ช่างภาพหลายคนก็เห็นผมตั้งแต่เด็ก มันเลยมีความกันเอง ส่วนณัฐก็เป็นดีไซเนอร์ในวงการนี้ รู้จักหลายคนอยู่แล้ว มันเลยไม่เขิน

ถามว่าความหมายของคู่ชีวิตเปลี่ยนไปมั้ย ผมคงต้องใช้เวลากับมันหน่อย เพราะมันก็เพิ่งเกิดขึ้น คำว่าคู่ชีวิต เพิ่งจะเข้าใจ ผมตื้นตันใจ เพราะมันยังไม่เคยตกผลึกกับตรงนี้จริง ๆ มันเป็นแค่ความรู้สึกที่เรารู้ว่าเกิดขึ้นว่านี่คือคู่ชีวิต สำหรับคำมั่นสัญญา มันก็คือพาร์ทเนอร์ชิป ส่วนหนึ่งที่เราไม่เรียกว่าเป็นงานแต่ง เพราะเราอยากเซเลเบรทว่านี่คือการเริ่มของพาร์ทเนอร์ชิป เป็นวันแรกของที่เหลือในชีวิตเรา ในส่วนเรือนหอ ก็กำลังทำอยู่ แถวสาทร จริง ๆ อันนี้ก็ไม่เป็นตามแพลน เพราะผมคุยกับเขาว่ามีเงื่อนไขอยู่ 2 อย่างเรื่องสำหรับวันนี้ หนึ่งคือกำหนดการณ์ของผมคืออายุ 40 นะ และผมขอมีบ้าน ตอนนี้อายุ 40 แล้ว แต่บ้านก็สร้างไปเรื่อย ๆ น่าจะเสร็จสิ้นปีครับ

สำหรับฮันนีมูน มีคุยกันไว้จะไปเป็นร้อยที่ ผมมีลิสต์ที่ทำออกมา ว่าแต่ละที่ที่เราอยากไปกัน หลังจากนี้เรามีไปญี่ปุ่น แต่เป็นทริปที่เราแพลนกันมาตั้งนานแล้ว หลังจากนั้นผมต้องกลับมาเคลียร์หนี้ก่อน มีงานที่รับไว้แล้วประมาณ 2 เรื่อง หลุดช่วงนั้นก็ไปเที่ยวกัน ผมก็สัญญาว่าจะพักงานสักช่วง และเที่ยวจริง ๆ ที่ผมอยากไปเองคือ บัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา มันต้องมีเวลาสัก 2 เดือน สำหรับการจดทะเบียนสมรส จริง ๆ ไม่ได้ซีเรียส แต่แน่นอนว่าเกิดมีลูกขึ้นมา มันมีเรื่องของกฎหมาย ก็จำเป็นต้องจด มันเป็นคนละเรื่องกับความรัก แต่เราก็ไม่ได้มองข้าม ถึงเวลาพวกนั้นเราก็ต้องไปจัดการตามเหมาะสม

ในส่วนของแหวนที่ใส่กันวันนี้ ก็เป็นวงเดียวกับที่ขอแต่งงาน เอาจริง ๆ ผมไม่เข้าใจเรื่องแหวน เรื่องเพชร ไม่เคยใส่ ปรึกษาทางครอบครัว เราก็คุยกับณัฐอยากให้เขาใส่อะไรที่เหมือนเขาใส่ได้ทุกวัน เป็นแฟชั่น เราก็นึกถึงบุคลิกเขาที่เป็นกันเอง ถ้าเป็นเพชรเม็ดใหญ่ ๆ ก็นึกไม่ออกว่าเขาจะใส่ได้ทุกวันหรือเปล่า เลยคุยกันเลยชิลชิล และเขาชอบแบบเป็นสี เราก็เลยไปคุยกับทางแม่หาให้ ก็หายากมาก และแพง เพราะเขาชอบสีเขียวกับสีชมพู ซึ่งเราก็ปรึกษากับครอบครัวเขาตลอด เขามีแบล็กกราวด์เป็นจิวเวลรี่ ก็ให้ช่วยหาให้ และหาจนได้ เป็นเพชรสีเขียว คามิลเลียนไดมอน เขาเรียกเป็นชื่ออย่างงั้น เพราะว่ามันเปลี่ยนสีได้ ถ้ามันอยู่ในที่มืดจะเขียวขึ้น โดนแดดมันจะเหลือง น้ำหนัก 3 กะรัตครึ่ง

“สิ่งที่ผมอยากบอกณัฐ คือเรารักเขา เขารู้แล้ว เราอยู่กัน เขารู้อยู่แล้วผมรู้สึกยังไง ผมแค่อยากแชร์เฉย ๆ ว่าจริง ๆ ครั้งนี้มันคือความรัก ไม่ได้พูดถึงเรื่องพิธีการ ความใหญ่ นั่นไม่ใช่ประเด็นแค่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทางเฉย ๆ จริง ๆ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นและเหตุผลหลักที่เรามาถึงทุกวันนี้ มันก็คือความรักครับ” อนันดา กล่าว

ด้าน ณัฐ ณิชชา เปิดเผยว่า ด้วยความที่เราแซวกันตลอดว่า เราเป็นคนน้อย ๆ กันทั้งคู่ พี่ที่มาจัดงานให้ก็น้อยอีก เราจะดีเทลกันมาก ๆ งานเราอาจไม่ได้ใหญ่โตในแง่จำนวนคน แต่ทุกอย่างที่เราตั้งใจทำกันออกมา เป็นความตั้งใจในทุกดีเทลจริง ๆ ในวันพรุ่งนี้เราจัดเป็นซิตดาวน์ ดินเนอร์ และทุกคนซิตดาวน์หมด 400 คน ไม่รวม อาฟเตอร์ ปาร์ตี้ ทีมงานทุกคนตั้งใจมาก ต้องขอบคุณทุกคนจริง ๆ รวมทั้งครอบครัวอนันดาและครอบครัวณัฐด้วย ที่ซัพพอร์ตทุกอย่าง สำหรับชุดเจ้าสาวของณัฐ รวมจบงานก็เป็นสิบชุดค่ะ ขอบคุณทีมบริษัทตัวเองที่อดหลับอดนอนเพื่อณัฐ รวมทั้งเพื่อนเจ้าสาว และแขกที่มาร่วมงาน เป็นช่วงที่เหนื่อยพอสมควร และขอบคุณดีไซเนอร์มาช่วยออกแบบ อย่างเช่น พี่ป้อม-ธีระพันธ์ วรรณรัตน์ มาออกแบบชุดช่วงเช้า เป็นชุดไทยให้ เป็นต้น อยากขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนด้วย ส่วนชุดที่จัดงานฉลองที่กระบี่ จะเป็นชุดที่ณัฐตัดเอง

ถามว่าอะไรที่ทำให้มั่นใจในตัวอนันดา คือตั้งแต่ที่ณัฐคบกับพี่เขา แรก ๆ ก็มีการปรับตัวกันบ้าง แต่พอคบกันมาสักพักก็รู้สึกว่าคบกับคนนี้แล้วสบายใจ ความสัมพันธ์ไม่ได้หวือหวา แต่มันเป็นความรู้สึกว่าอยู่กับคนนี้ไม่อึดอัดเลย ทุกวันที่ตื่นมาไม่มีปัญหา ไม่มีเรื่องกังวลในหัว รู้สึกว่าเขาคือกำลังใจในทุกวัน เวลาณัฐไปทำงาน เขาก็พร้อมซัพพอร์ต มีปัญญหา เขาก็ช่วยคิด ช่วยแก้มาตลอด หันไปก็มีเพื่อนคู่คิดที่ดี มีกำลังใจที่ดี อยู่กับคนนี้แล้วรู้สึกสบายใจ มีแต่สิ่งดี ๆ มันก็เป็นแบบนี้มาเรื่อย ๆ จริง ๆ ตัวณัฐเองก็ไม่เคยคิดเหมือนกัน ไม่ได้เคยแฟนตาซีว่าอยากแต่งงานขนาดนั้น ไม่คิดเลยดีกว่า พอเราอยู่ไปเรื่อย ๆ มันก็แค่รู้สึกว่าอยากอยู่กับคนนี้แหละ งานที่เกิดขึ้นมา เลยไม่ได้เรียกวางานแต่ง เรารู้สึกว่าอยากให้ทุกคนรับรู้ว่าเราอยากจะอยู่ด้วยกัน จะจัดเซเลเบรชั่นและเป็นดินเนอร์ที่รวมคนที่เรารักและรักเรา มากินข้าวด้วยกัน อยากจัดอาหารอร่อย ๆ ให้เขาทาน เปิดเพลงเพราะ ๆ ให้เราฟัง อยากมีโมเมนต์ที่น่ารักอยู่ในเมมโมรี่ของเราสองคนด้วย ส่วนงานนี้ที่มันเริ่มใหญ่เพราะเราสองคนเป็นเพอร์เฟกต์ชั่นนิสต์ มันเลยเหมือนตามน้ำไปเรื่อย ๆ ไปมากกว่า

สำหรับงานที่ จ.กระบี่ จัดขึ้นวันที่ 22 ก.พ. นี้ เพราะว่าเขาขอณัฐเป็นแฟนวันแรก คือวันที่ 22 ก.พ. พอดีเราได้วันจากหลวงปู่ เป็นวันนี้พอดี เลยคิดว่ามันเว้นกำลังดี จากหายเหนื่อยตรงนี้และไปต่อ เลยเลือกวันที่เราเป็นแฟนกันวันแรกเลย จะได้จำวันเดียว ส่วนเรื่องสินสอดไม่มีเลยค่ะ เอาที่คุณแม่พูด ส่วนเรื่องมีลูก จริง ๆ เขาบอกณัฐว่าไม่ต้องมีก็ได้ แต่พอใกล้วันเรื่อย ๆ แม่ก็เริ่มพูดว่าตอนที่คุณยายเสีย คุณแม่และณัฐ ก็สนิทกับยายมาก คุณแม่ก็บอกว่าที่คุณแม่ยังอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะยังมีณัฐอยู่ คุณแม่ณัฐเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว มีคุณแม่บุญธรรม เป็นคุณป้า ที่เราโตกันมา แล้วคุณยายเสีย แม่ก็บอกว่าถ้าไม่มีณัฐ แม่ก็จะอยู่ยาก แม่ก็เลยกลัวว่าถ้าวันนึง ถึงคราวณัฐไม่มีคุณแม่ เขาก็กลัวว่าณัฐจะลอสต์ เขาเลยเริ่มพูดว่าลองคิดดูมั้ย แต่ก็เดี๋ยวก่อน

สำหรับคำมั่นสัญญา จริง ๆ เราก็สัญญากันมาสักพักแล้ว ตัวพี่เขาก็บอกณัฐว่าเขาตั้งใจ เรากำหนดอนาคตไมได้อยู่แล้วว่าจะเป็นยังไง แต่เราก็ตั้งใจว่าจะสู้ทุกอย่างไปด้วยกันและอะไรจะเกิดขึ้น เราก็พยายามผ่านทุกอย่างไปให้ได้ด้วยกัน ก็อยากให้เป็นคนสุดท้ายของกันและกัน จริง ๆ กำหนดการของณัฐก็ใกล้ ๆ กัน ณัฐก็บอกพี่เขาว่า ถ้ามีวันนี้จริง ๆ ก็อยากอายุเลยเลย 31 ปี ไปก่อน และเราอายุต่างกัน 9 ปี จริง ๆ ก็ไม่ได้ชัดเจนว่าต้องเป็นปีนี้ แต่ด้วยความพร้อมและเราได้วัน ณัฐก็แอบสายมู เชื่อฤกษ์ หลวงปู่บอกว่าพรุ่งนี้เป็นวันดี ก็เป็นการเริ่มต้นของสองคนที่ดี

สำหรับงานพรุ่งนี้ก็จะมีไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช เพราะณัฐเป็นคนพุทธ เราจะไม่ได้มีเรื่องของรดน้ำ และฉลอง แต่เราจะมีไปขอพรจากพระสังฆราช เป็นมงคลของเราสองคน และมีพิธีเล็ก ๆ ตอนเช้า ขมาพ่อแม่และแลกดอกไม้กัน พรุ่งนี้ฤกษ์ เวลา 09.19 เข้าวัด หลวงปู่ให้ฤกษ์มาเท่านี้ ที่เหลือก็แล้วแต่เรา ตามกำหนดการงานทั่วไป ส่วนเรื่องการจดทะเบียน อย่างวันนี้ก็เป็นวันที่เราไม่ได้แพลนกันมา ก็เกิดขึ้น ทุกอย่างตอนนี้มันเป็นเรื่องไอเดีย ไม่ใช่เรื่องซีเรียส ณัฐรู้สึกว่า สิ่งที่เราซีเรียสที่สุดคือสิ่งที่เราสัญญาว่าเราอยากจะอยู่ด้วยกัน ส่วนเรื่องอื่นมันเป็นเรื่องภายนอก ณัฐบอกเขาตลอดว่า สำหรับณัฐ อยากมีพาร์ทเนอร์ในชีวิต ที่คอยร่วมทุกข์สุข ที่เราหันไปแล้วจะเจอเขา คือคนที่อยู่ข้างกายณัฐ เรื่องใบจดทะเบียน ณัฐรู้สึกว่ามันเป็นแค่เรื่องตามกฎหมาย

ในส่วนของแหวนที่ใส่กันวันนี้ ก็เป็นวงเดียวกับที่ขอแต่งงาน จริง ๆ อาจเห็นในมือสองวง คือยายเลี้ยงณัฐมาตั้งแต่เด็ก ณัฐมีทุกอย่างวันนี้ได้ ก็เพราะคุณยาย (ร้องไห้) พอดีแหวนวงนี้ เป็นสิ่งที่คุณยายเตรียมไว้ให้ณัฐเลยอยากใส่เป็นที่ระลึกเฉย ๆ พอดีคุณยายไม่ได้อยู่แล้ว วันนี้คุณแม่ทั้งสองท่าก็มาให้กำลังใจ คนที่เลี้ยงณัฐมา ณัฐสนิทกับครอบครัวมา และไม่ลืมว่าณัฐมีวันนี้ได้เพราะใคร ก็อยากเป็นที่ระลึกว่า คุณยายอยู่กับณัฐตรงนี้ ส่วนแหวนที่พี่อนันดาอยู่ณัฐทำให้ แกะสลักเป็นทอง ลายและมีชื่ออยู่ข้างใน แบบเรียบ ๆ ค่ะ

“สิ่งที่ณัฐอยากบอกพี่เขา ก็เป็นจุดเริ่มต้น เราก็อยากอยู่ด้วยกัน หลังจากเกิดอุปสรรคอะไร ณัฐก็ให้คำสัญญากับเขาไปแล้วว่า จะอยู่เคียงข้างเขาในยามสุขและทุกข์” ณัฐ เผย