ตามที่ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (รมว.อว.) ได้มอบนโยบายให้แก่ผู้บริหารสถาบันวิทยาลัยชุมชน ผลักดันหลักสูตร Non Degree เพื่อเชื่อมต่อ รับใช้ชุมชนให้มาก รวมถึงเพิ่มบทบาทด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่คนในชุมชน พร้อมทั้งเป็นผู้เก็บ Community Data เพื่อฟื้นฟูความหลากหลายทางวัฒนธรรมให้คงอยู่ต่อไปนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ นายสัมพันธ์ เย็นสำราญ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ทปษ.รมว.อว.) ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมวิทยาลัยชุมชน (วชช.) แพร่ จังหวัดแพร่ และวิทยาลัยชุมชน (วชช.) น่าน จังหวัดน่าน เพื่อรับฟังการดำเนินงานของทางวิทยาลัย ทั้งในส่วนของโครงการ U2T โครงการ Phrae Rich โดยมี นางสุมามาลย์ วิวรรธนดิฐกุล ประธานสภาวิทยาลัยชุมชนแพร่ ดร.ประทีป บินชัย ผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนแพร่, นพ.ชาตรี เจริญศิริ ผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนนน่าน และคณะผู้บริหารทั้ง 2 วิทยาลัยให้การต้อนรับ

นายสัมพันธ์ กล่าวว่า การจัดการศึกษาของ วชช. เป็นการจัดการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี ซึ่งหลักสูตรสูงสุดจะเป็นระดับอนุปริญญา โดยผู้ที่เข้าเรียนใน วชช. จะเป็นกลุ่มที่มีรายได้น้อย หรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกล วชช. จึงเป็นสถาบันการศึกษาที่เข้าไปเติมเต็มและให้โอกาสแก่ผู้ด้อยโอกาส โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โควิด-19 วชช. มีบทบาทอย่างมาก

“คณาจารย์ บุคลากรของ วชช. มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับคนในชุมชน ทำให้มีการฝึกอบรมอาชีพแก่คนในชุมชน รวมถึงคนที่ว่างงานในช่วงโควิด-19 กลับมาอยู่ภูมิลำเนา ได้มาฝึกทักษะอาชีพเพิ่มเติม รวมทั้ง กระทรวง อว. มีโครงการ U2T ซึ่ง วชช. สามารถเข้าไปช่วยเสริมพัฒนาศักยภาพของชุมชนผ่านโครงการดังกล่าว ทำให้บทบาทของ วชช. มีความโดดเด่นมากขึ้น” นายสัมพันธ์ กล่าว

นอกจากนั้น ทางกระทรวง อว. ได้มีการจัดตั้ง อว. ส่วนหน้าใน 10 จังหวัด ซึ่ง อว. ส่วนหน้าจะทำหน้าที่ประสานกับหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดนั้น ซึ่งเป็นอีกบทบาทหนึ่งของ วชช. และเป็นตัวแทนกระทรวง

ที่ปรึกษา รมว.อว. กล่าวต่อไปว่า การลงพื้นที่ วชช.ภาคเหนือ ทั้งในส่วนของ วชช.แพร่ และ วชช.น่าน ทั้ง 2 พื้นที่ล้วนมีภูมิปัญญาท้องถิ่นจำนวนมาก อาทิ งานพุทธศิลป์ ผ้าหม้อห้อม งานศิลปหัตถกรรม งานใหม่ และมีภูมิปัญญาชาวบ้านจากทั้งพระภิกษุสงฆ์ ผู้สูงอายุในชุมชน ก็ได้มีการเปิดสอนหลักสูตรระยะสั้นให้คนรุ่นใหม่ กลุ่มผู้ด้อยโอกาส หรือกลุ่มคนว่างงานในช่วงโควิด-19 ได้เข้ามาฝึกปฏิบัติ เป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ และต่อยอดอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย

“จากการลงพื้นที่ ทำให้เห็นได้ว่า วชช.แพร่ และ วชช.น่าน ได้มีการส่งเสริม สนับสนุนการนำภูมิปัญญาท้องถิ่น มาพัฒนาต่อยอด ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของท่าน รมว.อว. ที่ต้องการให้ วชช.เป็นสถาบันที่ช่วยพัฒนาเรื่องนี้ และ วชช.แพร่ กับ วชช.น่าน ล้วนมีคณาจารย์ของ วชช.ที่สนิทสนมกับปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน และผู้บริหารท้องถิ่น ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง” ที่ปรึกษารมว.อว.กล่าว

การดำเนินงานของ วชช.แพร่ และ วชช.น่าน ไม่ใช่เพียงการสร้างอาชีพ พัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการสนับสนุนเรื่องแพทย์แผนไทย สมุนไพร และดูแลสุขภาพของกลุ่กลุ่มผู้สูงอายุ รองรับสังคมผู้สูงอายุ และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตร่วมด้วย โดยทุกหลักสูตรระยะสั้นสามารถเข้ามาเรียนรู้ ฝึกอาชีพได้ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ รวมถึงได้มีการเชิญกลุ่มผู้เกษียณอายุที่มีความรู้ มีประสบการณ์มาเป็นวิทยากร เป็นอาจารย์ผู้สอน ไม่ลดคุณค่าของผู้สูงอายุ

อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงาน โครงการ U2T ในเฟส 1 ซึ่งมีการพัฒนาพื้นที่ไปแล้ว 60 ตำบล และเฟส 2 พัฒนาพื้นที่ 170 ตำบล ในปี 2566 นี้ ทาง อว. ได้มอบหมายให้วิทยาลัยชุมชนทั้ง 21 แห่ง จัดทำหลักสูตรระยะสั้น เพื่อ Upskill- Reskill เพิ่มศักยภาพของคนในชุมชนให้สามารถสร้างอาชีพใหม่ ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้มีการประเมินว่าโครงการ U2T ช่วยเศรษฐกิจครัวเรือนมีรายได้เพิ่มขึ้น และทำให้กลุ่มบางกลุ่มสามารถประกอบอาชีพ อาศัยอยู่ในถิ่นฐานเดิม