วันที่ 24 ก.พ. 2566 ที่ห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการ กทม. เสาชิงช้า เขตพระนคร นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานการแถลงข่าว “กรุงเทพมหานครโปร่งใส “โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ ผู้ว่าฯ กทม. นายต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. นายเฉลิมพล โชตินุชิต รองปลัด กทม. รวมถึงตัวแทนจากสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย และเครือข่ายด้านการต่อต้านทุจริตสากล เข้าร่วม
นายชัชชาติ กล่าวว่า ความโปร่งใสเป็นเรื่องแรกที่กทม.ต้องจัดการ เป็นเรื่องที่ กทม.ต้องทำให้กระจ่างชัด เพื่อสร้างความไว้ใจจากประชาชนกลับคืนมา เป็นพลังพัฒนาด้านต่าง ๆ ต่อไป ที่ผ่านมา กทม.ขาดความไว้ใจซึ่งกันและกัน อาจเป็นเพราะ กทม.ขาดความโปร่งใส หากสร้างความโปร่งใสได้เชื่อว่าจะมีประโยชน์ด้านการสร้างความไว้วางใจ การใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีงบประมาณเหลือไปทำโครงการต่างๆ ที่มีความจำเป็นต่อไป อยากให้ทุกคนมาร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรี ให้ประชาชนมอง กทม.ด้วยความชื่นชมและมีความไว้วางใจ

ขณะที่ นายศานนท์ กล่าวว่า การทุจริตคอรัปชั่นทำให้ กทม.เสียโอกาสทุกอย่าง เพราะเป็นภาษีประชาชน ทำให้เสียความเชื่อมั่นจากประชาชน ทำให้การจัดซื้อจัดจ้างได้ของที่ไม่มีคุณภาพ ประชาชนถูกเอาเปรียบ ดังนั้น เรื่องนี้ไม่สามารถยอมรับได้ การป้องกันเบื้องต้น เน้นการตรวจสอบติดตาม รวมถึงการเปิดเผยสัญญาต่าง ๆ ที่สำคัญคือ ต้องทำให้การประกวดราคามีการแข่งขันมากขึ้นในวงกว้าง เพื่อคัดเลือกผู้รับเหมาที่มีความสามารถมาช่วยกทม.
ดังนั้น ต้องเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อสร้างการแข่งขันให้มากขึ้น การร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย และเครือข่ายระดับสากลทำให้เห็นว่า ต่างประเทศพบปัญหาทุจริตเหมือนกัน ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับการก่อสร้างที่ไม่สมเหตุสมผล จากการหารือกับเครือข่าย แนวทางแก้ไขคือ ควรทำความเข้าใจกับตลาดให้กว้างขึ้น ก่อนตัดสินใจดำเนินโครงการใด อาจเริ่มจากให้ผู้รับเหมาทดลองทำในวงเงินน้อยก่อน เพื่อดูประสิทธิภาพ กทม.พยายามทำแบบนั้น แต่ยังไม่มีหลักการที่ชัดเจน ปัจจุบันกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อสร้างกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในการจัดซื้อจัดจ้างขึ้นมา

ด้าน นายต่อศักดิ์ กล่าวเพิ่มว่า สำหรับ กทม. ผลกระทบจากปัญหาการทุจริตไม่ใช่เรื่องเงิน แต่คือความไว้ใจ หากประชาชนไม่ไว้ใจว่าเงินที่จ่ายให้ กทม.เพื่อไปดูแลเมือง จะถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง ส่วนตัวมองว่าคือเรื่องใหญ่ที่สุด หาก กทม.สร้างความไว้ใจแก่ประชาชนไม่ได้ ถือเป็นจุดตายของกรุงเทพมหานคร ปัจจุบัน กทม.พยายามสร้างความไว้ใจให้ได้ ตลอดเวลาที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ใน กทม.มีเรื่องทุจริตเกิดขึ้นและถูกดำเนินการไปจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าการทุจริตเกิดขึ้นในยุคใดเป็นพิเศษ แต่สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนเริ่มไว้ใจที่จะแจ้งเรื่องทุจริต และหวังว่าจะเกิดการปรับปรุงแก้ไข สิ่งนี้ทำให้เกิดการมีส่วนร่วม
เฉพาะเรื่องการทุจริต กทม.ได้รับแจ้งผ่านระบบทราฟฟี่ ฟองดูว์ วันละ 3-5 เรื่อง หลังจากที่ กทม.แจ้งว่า การร้องเรียนเรื่องทุจริต ข้อมูลผู้แจ้งจะถูกเก็บเป็นความลับ อย่างไรก็ตาม ภายหลัง กทม.เพิ่มช่องทางในการร้องเรียนเรื่องทุจริต โดยร่วมมือกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รวมถึงจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตกรุงเทพมหานคร (ศตท.กทม.) ภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ กทม.ได้รับการร้องเรียนเรื่องทุจริตมากกว่า 30 เรื่อง แต่ละเรื่อง กทม.พยายามลดขั้นตอนให้กระชับเพื่อจัดการกับผู้ทุจริตโดยเร็ว

ทั้งนี้ การดำเนินการกับการทุจริตโดยกระชับและรวดเร็วสะท้อนภาพให้เห็นหลายเรื่อง ที่สำคัญคือ บุคลากรทุกคนใน กทม.จะมีความรัดกุมมากขึ้น เชื่อว่าการทุจริตจะลดลง ที่ผ่านมาการทุจริตอาจถูกมองข้ามมานาน แต่ปัจจุบัน ประชาชนลุกขึ้นมาสะท้อนปัญหาด้วยความกล้าหาญ ซึ่งบางคนต้องการให้เปิดเผยตัวตนโดยไม่กลัว ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีในการจัดการปัญหาทุจริต ทำให้เกิดความเกรงกลัวของเจ้าหน้าที่ ปัญหาทุจริตก็จะลดลง เมืองจะดีขึ้น
นายเฉลิมพล กล่าวเสริมว่า การทุจริตเป็นเรื่องสำคัญ ส่งผลต่อเรื่องระบบ ความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ ของกรุงเทพมหานคร หากมีข่าวการทุจริตมากองค์กรจะระส่ำ ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ เหมือนที่ผู้ว่าฯ กทม. กล่าว อย่าเห็นการทุจริตเป็นเรื่องปกติ ทั้งนี้ เรื่องการป้องกันปราบปรามการทุจริตและการแสดงความโปร่งใส เป็นความสำคัญลำดับแรกสำหรับตัวองค์กร รวมถึงผู้บริหารทุกคน.



