เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนได้กำหนดวิสัยทัศน์ที่เน้นผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูง เพื่อการพัฒนาประเทศ โดยได้ขับเคลื่อนงานตาม 9 นโยบายเร่งด่วนที่ได้กำกับติดตามความก้าวหน้าผลความก้าวหน้าทั้ง 9 นโยบายเร่งด่วน ในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 คือ การปรับปรุงโครงสร้างและเกลี่ยอัตรากำลังข้าราชการพลเรือนสามัญที่สอดคล้องกับภารกิจอาชีวศึกษาในปัจจุบัน การยกระดับอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ในทุกระดับการศึกษา เพื่อผลิตกำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูงเพิ่มปริมาณผู้เรียนอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี และการเพิ่มประสิทธิภาพ แนวทางการบริหารจัดการ และครอบคลุมกับการดำเนินงานของศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคี การยกระดับโครงการอาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ โดยมีสถานศึกษาที่เข้าร่วมในโครงการจำนวน 88 แห่ง ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่องจากปีงบประมาณ 2565 และได้ประเมินผลเพื่อพัฒนาโครงการฯแล้ว และได้รับเสียงตอบรับที่ดี เนื่องจากเป็นโครงการสำหรับผู้เรียนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา สามารถลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้ามาศึกษา ทั้งนี้ กำลังดำเนินการเสนอขออนุมัติ ครม. เพื่อรับนักเรียนในโครงการรุ่นที่ 2 ภาคเรียนที่ 1/2566 ในระยะต่อไป

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมีการขับเคลื่อนโครงการทวิศึกษาแนวใหม่ โดยแนวทางการขับเคลื่อนในปีงบประมาณ 2566 นี้ ได้มีการทำความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กับสถานศึกษาสังกัด สอศ. เพื่อสร้างการรับรู้และการจัดตั้งศูนย์บริหารการศึกษาร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย (ทวิศึกษา) ตลอดจนจัดทำคู่มือแนวทางการจัดทวิศึกษาแนวใหม่ ร่วมกับ สพฐ. รวมทั้งกำหนดรายการค่าใช้จ่ายให้สถานศึกษาของ สอศ. จ่ายเป็นเงินอุดหนุนรายหัวตามประเภทวิชา ประกอบด้วยค่าจัดการเรียนการสอน ค่าวัสดุฝึก และค่าอุปกรณ์ประจำตัวผู้เรียนสายอาชีพ ให้สถานศึกษาของ สพฐ. จ่ายเป็นค่าเดินทาง และค่าครูพี่เลี้ยง ทั้งนี้ กำหนดเป้าหมายผู้เรียนในโครงการทวิศึกษาแนวใหม่ปี 2566 จำนวน 19,440 คน

“ขณะนี้ได้จัดตั้งศูนย์ความปลอดภัยของสอศ.ขึ้น ซึ่งเป็นศูนย์คุ้มครองความปลอดภัยนักศึกษา ทำให้ปัจจุบันสถานศึกษากลุ่มเฝ้าระวังป้องกันการทะเลาะวิวาท 54 แห่ง มีสถิติการทะเลาะวิวาทลดลง ซึ่งระยะต่อไปจะขยายแนวทางต่อไปยังสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด โดยจะจัดตั้งให้เป็นศูนย์รับเรื่อง แจ้งเหตุ เพื่อร่วมเฝ้าระวัง ป้องกันเหตุที่เป็นภัยกับผู้เรียน และติดตามผลการดำเนินงานของศูนย์ความปลอดภัยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด ศูนย์ความปลอดภัยสถานศึกษา นอกจากนี้ยังมีการขับเคลื่อนร่วมกับสาธารณสุข ในโครงการ 1 วิทยาลัย 1 ครูอนามัย โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับสถานศึกษาอาชีวศึกษาซึ่งจะเกิดขึ้นในเฟสต่อไป ส่วนการปฏิรูปกลุ่มวิทยาลัยเกษตรและประมงนั้นจะพัฒนาฟาร์มเด่นที่มีอยู่เดิมเป็นเกษตรอัจฉริยะเชิงธุรกิจแบบครบวงจร ตามนโยบาย One Farm One College เพื่อให้เป็นแหล่งฝึกงานเชิงธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ต่อยอดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านเกษตรนวัตของชุมชน ศึกษา วิจัย นวัตกรรม และพัฒนาหลักสูตร ร่วมกับมหาวิทยาลัย หน่วยงานและสถานประกอบการในพื้นที่ ซึ่งในไตรมาส 1-2 นี้ ได้คัดเลือกสถานศึกษาต้นแบบ (Smart Farm และศูนย์การเรียนรู้ชุมชนด้านเกษตรนวัต) จำนวน 10 แห่ง จาก 5 ภาค ได้แก่ 1. ฟาร์มสุกร วษท.ชลบุรี 2. ฟาร์มพืชผักปลอดภัย วษท.สระแก้ว 3. ฟาร์มโคเนื้อ วษท.ตาก 4.ฟาร์มพืชผักปลอดภัย วษท.แพร่ 5.ฟาร์มโคนม วษท.เพชรบุรี 6.ฟาร์มพืชผักปลอดภัย วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี 7.ฟาร์มกุ้ง วป.ติณสูลานนท์ 8.ฟาร์มพืชผักปลอดภัย วษท.พังงา 9.ฟาร์มโคเนื้อ วษท.มหาสารคาม 10. ฟาร์มผักพรีเมียม วษท.ขอนแก่น โดย สอศ. ได้วางเป้าหมาย Smart Farm และศูนย์การเรียนรู้ด้านเกษตรนวัตของชุมชน ใน วษท./วป. จำนวน 47 แห่ง และวิทยาลัยการอาชีพอีก 3 แห่ง ที่เปิดสอนวิชาเกษตรกรรม ได้แก่ วก.โนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ วก.นครศรีธรรมราช วก.ดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร และ วกศ.ปทุมธานี ที่เปิดสอนวิชาเกษตรกรรม รวมทั้งสิ้น 51 แห่ง เพิ่มผู้เรียนสายเกษตรกรรม ได้ทั้งสิ้นจำนวน 5,100 คน ภายในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งในปีงบประมาณ 2566 จะเพิ่มผู้เรียนได้ 1000 คน มี Smart Farm 10 แห่ง ปีงบประมาณ 2567 จะเพิ่มผู้เรียนได้อีก 2000 คน มี Smart Farm อีก 20 แห่ง และปีงบประมาณ 2568 จะเพิ่มผู้เรียนได้อีก 2100 คน มี Smart Farm เพิ่มอีก 21 แห่ง ทั้งนี้ ในเฟสต่อไปจะเป็นการลงนามความร่วมมือกับ อว./มหาวิทยาลัย และสถานประกอบการในพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินการครอบคลุมเป็นไปตามเป้าหมายต่อไป” ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าว