เมื่อวันที่ 2 มี.ค. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กทม. มีเรื่องที่จะเสนอก่อนจะมีการเลือกตั้งรัฐบาลชุดใหม่ 3 เรื่อง เรื่องแรกคือ เรื่องย้ายท่าเรือคลองเตย เรื่องที่สองคือ แผนในการรับมือน้ำทะเลหนุนสูง เรื่องที่สามคือ เรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
โดยนายชัชชาติ กล่าวว่า สำหรับการย้ายท่าเรือคลองเตยออกจากกรุงเทพฯ นั้น ไม่ต้องตื่นเต้น เพราะการย้ายท่าเรือคลองเตยมีอยู่ในแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง เป็นไอเดียที่มีอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่มีใครเอามาทำจริงจัง ยอมรับว่าเกินภาระหน้าที่ของ กทม. แต่หากย้ายไปได้ก็จะส่งผลดี เช่น จำนวนเรือ และรถบรรทุกที่น้อยลง พื้นที่มูลค่ากลางเมือง ทั้งนี้คงต้องหารือกับทางเอกชน เบื้องต้นสั่งการให้วัดปริมาณฝุ่นบริเวณท่าเรือคลองเตย เพื่อศึกษาผลกระทบ และอาจจะตั้งคณะกรรมการศึกษาในลำดับต่อไป
“การย้ายคงไม่ง่าย คงใช้เวลาเป็น 10 ปี แต่หากไม่เริ่มวันนี้คงยาก เราไม่ได้คิดเองเพราะอยู่ในวาระแห่งชาติ มีคนคิดมาแล้ว เราค่อยเอาวาระแห่งชาติมาเป็นประเด็นให้เห็นชัดเจนขึ้น” นายชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติ กล่าวเพิ่มว่า ยกตัวอย่างการบริหารจัดการของท่าเรือแหลมฉบัง ที่ปรับเป็น Green Port เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีรถไฟเชื่อมมาที่สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง ลาดกระบัง (ICD) ปัจจุบันมีตู้คอนเทเนอร์บรรจุสินค้าที่แหลมฉบังราว 10 ล้านตู้ อยู่ที่ลาดกระบังเพียง 1 ล้านตู้เท่านั้น หากฝ่ายรัฐบาลรับข้อเสนอนี้อาจจะต้องพิจารณาผลกระทบอื่น ๆ อย่างรอบด้าน
ส่วนอีกเรื่องคือแผนการรับมือน้ำทะเลหนุนสูง ที่คาดว่าจะเสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่เช่นกัน เพราะการยกตัวของน้ำทะเลจากภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ กทม. กำลังศึกษาแนวคิดทำแนวกันน้ำริมอ่าวไทย ซึ่งเป็นการยกถนนของกรมทางหลวงชนบทที่อยู่ริมอ่าวไทยกับถนนสุขุมวิทสายเก่า เชื่อมต่อกันเป็นแบริเออร์กันน้ำ
และอีกนโยบายที่จะเสนอเพิ่มเติมคือ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ขณะนี้ให้เขตสำรวจและรวบรวมแปลงที่ดิน ที่ทำการเกษตรในเขตเมืองว่ามีจำนวนเท่าไหร่ เพราะบางแปลงก็ปลูกเหมือนมีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษี เพื่อไม่ให้กฎหมายถูกใช้ผิดไปจากเจตนารมณ์ ลดความเหลื่อมล้ำ
นายชัชชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เสนอก็เป็นเพียงแนวคิดจากคนที่เห็นปัญหา ซึ่งหากมีว่าที่ผู้สมัครพรรคใดนำไปพิจารณาและเสนอให้ประชาชนเลือกก็ดีเหมือนกัน ประชาชนจะได้ตัดสินใจ แต่หากเราไปเสนอหลังจากเลือกตั้งแล้ว ประชาชนก็จะไม่มีโอกาสได้เลือกว่าชอบนโยบายไหน ซึ่งการเสนอเชิงนโยบายนี้ เป็นวิธีหนึ่งตามระบอบประชาธิปไตย



