สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ว่า การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องปรับปรุงอาคารหลายล้านหลังให้มีช่องลม เพื่อลดการลิ้นเปลืองพลังงาน ซึ่งจากเดิมที่อาคารส่วนใหญ่ในยุโรปได้รับความร้อนจากเชื้อเพลิงฟอสซิล นโยบายนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อความพยายามของอียู ในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ
แม้คณะเจรจาจะตกลงกันว่า การใช้พลังงานของผู้ใช้ปลายทางในกลุ่มประเทศสมาชิก เช่น บ้านเรือน และโรงงาน ในปี 2573 ควรต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ 11.7% แต่ข้อตกลงข้างต้นต่ำกว่าเป้าหมาย 13% ที่คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ระบุเมื่อปีที่แล้วว่า อียูจะต้องช่วยให้ประเทศต่าง ๆ เลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลของรัสเซียเร็วขึ้น หลังรัฐบาลมอสโกเริ่มปฏิบัติการทางทหารในยูเครน เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2565
EU strikes deal to curb energy use by 2030 https://t.co/TPRS68weZH pic.twitter.com/s8DkBpLh2i
— Reuters (@Reuters) March 10, 2023
“ข้อตกลงจะปรับปรุงคำสั่งประสิทธิภาพพลังงานในปัจจุบัน แต่ไม่เกินขอบเขตที่จำเป็นในการบรรลุเป้าหมายของแผน ‘รีพาวเวอร์อียู’ (REPowerEU)” นางอาเรียนนา วิตาลี เลขาธิการกลุ่มความร่วมมือ เพื่อการประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร กล่าวถึงเป้าหมายของอียู ที่จะเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลของรัสเซียภายในปี 2570
อย่างไรก็ตาม รัฐสภายุโรป (อีพี) ต้องการให้เป้าหมายสูงขึ้นเป็น 14% ขณะที่บางประเทศในอียูผลักดันให้เหลือ 9% ซึ่งเป็นข้อเสนอเดิมของอียู
ทั้งนี้ เป้าหมายดังกล่าวจะมีผลผูกพันทางกฎหมาย ส่วนประเทศต่าง ๆ จะกำหนดเป้าหมายระดับชาติที่ไม่มีผลผูกพันของตนเอง แต่หากไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ 11.7% ได้ อีซีจะดำเนินการลงโทษพวกเขา.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



