สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงลิลองเว ประเทศมาลาวี เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ว่า สำนักงานบริหารภัยพิบัติแห่งชาติของมาลาวี รายงานจำนวนผู้เสียชีวิต จากอิทธิพลของไซโคลนเฟรดดี้ “ซึ่งหวนกลับมาพัดถล่ม” ในสัปดาห์นี้ เพิ่มเป็นอย่างน้อย 190 ราย แต่ยังมีผู้สูญหายและได้รับบาดเจ็บรวมกัน “อีกหลายร้อยคน”
ขณะที่รัฐบาลโมซัมบิกรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 20 ราย นอกจากนี้ มาดากัสการ์เป็นอีกหนึ่งประเทศซึ่งเผชิญกับอิทธิพลของพายุลูกนี้ ที่ขึ้นฝั่งเป็นครั้งแรก เมื่อปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา จึงมีการประเมินจำนวนผู้เสียชีวิตสะสมจากทั้งสามประเทศว่า เพิ่มเป็นมากกว่า 200 รายแล้ว และประชาชนได้รับผลกระทบอีกนับแสนคน
One of the most powerful storms ever recorded in the southern hemisphere has hit the area around Malawi's capital. Cyclone Freddy has killed least 190 people and damaged bridges and roads, hampering rescue efforts. pic.twitter.com/f8dfOJLrD7
— Reuters Africa (@ReutersAfrica) March 15, 2023
ด้านองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (ดับเบิลยูเอ็มโอ) รายงานว่า เฟรดดี้ ถือเป็นหนึ่งในไซโคลนซึ่งมีความรุนแรงที่สุด เท่าที่เคยเกิดขึ้นในภูมิภาคซีกโลกใต้ และอาจเป็นพายุซึ่งมีอิทธิพลนานที่สุดของภูมิภาคแห่งนี้ด้วย
Cyclone Freddy has been raging in the Indian Ocean for almost an entire month straight, making it one of the longest-lasting storms of its kind in recorded human history pic.twitter.com/sUqtOua2EN
— NowThis Impact (@nowthisimpact) March 9, 2023
ยิ่งไปกว่านั้น การก่อตัวและเส้นทางเคลื่อนตัวของพายุลูกนี้ สะท้อนความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก โดยพายุลูกดังกล่าว ก่อตัวในออสเตรเลีย แล้วเคลื่อนที่เป็นระยะทางไกลมากกว่า 8,000 กิโลเมตร ข้ามภูมิภาคตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย เพื่อมาขึ้นฝั่งที่มาดากัสการ์และโมซัมบิก แล้วหวนกลับมาขึ้นฝั่งครั้งที่สอง ณ มาลาวี
ทั้งนี้ ข้อมูลจากองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐ (เอ็นโอเอเอ) นับตั้งแต่ปี 2543 มีพายุเพียง 4 ลูกเท่านั้น ซึ่งเคลื่อนที่จากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก ผ่านภูมิภาคทางตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย.
เครดิตภาพ : REUTERS





