จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่า การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 32 ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ระหว่างวันที่ 5-17 พ.ค. 66 จะมีการถ่ายทอดสดมาให้คนไทยรับชมหรือไม่?

ปัญหาคือ “ค่าลิขสิทธิ์” ที่เจ้าภาพเรียกเก็บ ตามข่าวคือ 800,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 28 ล้านบาท บวกกับปัญหาการ “เคลม” ในหลายเรื่องของกัมพูชา ทำให้เกิดกระแสในบ้านเราว่า “ไม่ดูก็ได้”

เรื่องนี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ จะส่งผลกระทบต่อวงการกีฬาแค่ไหน และคำถามสำคัญ “จะได้ดูหรือไม่” ไปหาคำตอบพร้อมกัน

ลิขสิทธิ์
ตามปกติแล้ว “ซีเกมส์” ไม่มีการเก็บค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด เพราะมองว่าเป็นกีฬาในภูมิภาค เป้าหมายหลักคือเชื่อมความสามัคคี ใครเป็นเจ้าภาพก็ผลิตสัญญาณแจกจ่ายให้ทุกประเทศ อาจจะมีค่าธรรมเนียมเล็กน้อยเท่านั้น

แต่ความจริง ซีเกมส์ ก็เคยมีการเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดมาแล้ว ในครั้งที่ 25 ที่กรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว เมื่อปี พ.ศ. 2552 ตอนนั้น บมจ.อาร์เอส ได้รับลิขสิทธิ์ในไทย (ไม่เปิดเผยมูลค่า) แต่นำไปหาสปอนเซอร์สนับสนุน ได้กำไรราว 30-40 ล้านบาท

นี่จึงไม่ใช่เรื่องผิด และแปลกที่ กัมพูชา เรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์ จะเรียกแต่ละชาติเท่ากันหรือไม่ ชาตินั้นเท่านี้ ชาตินี้เท่านั้น ทั้งหมดเป็นสิทธิของเจ้าภาพ คำถามเดียวคือ “ผู้ซื้อ” ว่าจะซื้อหรือไม่ ถ้าไม่ซื้อก็ไม่ต้องดู ถ้าจะดูก็ต้องซื้อตามที่เขากำหนด ง่ายๆ แค่นี้ ไม่มีอะไรยุ่งยาก และต้องดราม่า

กระแสแฟนกีฬา
หลังทราบข่าวว่าต้องควักเงินซื้อ บวกกับเรื่องที่กัมพูชากำลังไล่ “เคลม” ทุกอย่างในโลกว่าเป็นของตัวเอง ทำให้กระแสโซเชียลในไทยเดือดขึ้นมาทันที และมีชาวเน็ตพากันเข้าไปที่เพจของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) บอกว่า ไม่ต้องเสียเงินซื้อ พวกเราไม่อยากดู อย่าซื้อมานะ เอาเงินไปพัฒนากีฬาด้านอื่นดีกว่า จนถึงกับมีแฮชแท็ก “ไม่ดูซีเกมส์”


แต่เชื่อไหมว่า ถ้าถึงตอนที่แข่งขันจริง ไม่มีถ่ายให้ดู คนพวกเดียวกันนี้ก็จะต้องบ่น (ด่า) ว่าทำไมไม่มีถ่าย นักกีฬาไทยไปแข่ง แถมอยู่ใน “กฎมัสต์แฮฟ” ดังนั้น “กระแส” ก็คือ “กระแส” มาแล้วก็ไป อยู่ที่ช่วงไหนเห่ออะไร ยิ่งในสังคมอุดมดราม่าอย่างปัจจุบัน ไม่ต้องไปสนใจฟังมาก วันนี้ ไม่เอา พรุ่งนี้ อาจจะเอาก็ได้

ผลกระทบ
ทางตรงก็คือคนไทย ที่จะไม่ได้ดู ไม่ได้ตามเชียร์ ไม่ได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศ ขณะที่บรรดานักกีฬาตาดำๆ รวมถึงสตาฟฟ์โค้ช-ผู้เกี่ยวข้อง ที่ซุ่มซ้อมทำงานหนักแทบตาย ก็จะไม่มีเพื่อนร่วมชาติคอยส่งใจเชียร์ จึงมีผลเรื่องกำลังใจแน่ และผลงานมีสิทธิจะแย่ลงหรือไม่เป็นอย่างที่คิด

“สมาคมกีฬา” ก็โดนหนัก เพราะซีเกมส์คือโอกาสดีที่สุดที่จะได้ “ออกสื่อ” ให้คนเห็นหน้า ให้รู้ว่าเป็นใคร สร้างชื่อให้ตัวเอง และสมาคม เผื่อสปอนเซอร์เจ้าไหนเห็นผลงานดี สนใจจะมาช่วยก็จะได้มีเงินไปพัฒนานักกีฬา และสมาคมต่อไป แต่ถ้าไม่มีถ่าย ทุกอย่างคือแทบจะจบ

อีกเรื่องที่อาจดูนามธรรมหน่อย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ นั่นคือ “การสร้างแรงบันดาลใจ” และปลูกฝังให้คนในประเทศ โดยเฉพาะเด็กๆ มีใจรักกีฬา แน่นอน มันไม่เห็นผลในวันนี้หรอก แต่ถ้ามีเด็กสักคน เห็น “น้องเทนนิส” พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ แล้วประทับใจ โตขึ้นอยากเป็นบ้าง เราก็อาจมียอดนักกีฬาขึ้นมาอีกก็ได้ แต่ถ้าหากไม่มี ไม่ใช่ว่าจะไม่มีนักกีฬาดีๆ ขึ้นมา แต่ก็จะเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

ฟันธง
นี่คือมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ ที่มีนักกีฬาไทยเข้าร่วมมากที่สุด จึงเรียกได้ว่าเป็นโอกาสดีที่สุดที่วงการกีฬาไทยจะได้สร้างชื่อ แต่ถ้าหากไม่มีถ่ายทอดสด ถูกต้องที่มันไม่มีใครผิด เพราะถ้าหาก กกท. ไม่ซื้อก็ไม่มีใครว่าได้ แต่มันก็อาจสะท้อนให้เห็นว่า วงการกีฬาไทยอยู่จุดไหน

เงิน 28 ล้าน อาจจะไม่น้อย แต่ก็ไม่มากเกินไปที่จะซื้อ เปรียบเทียบกับฟุตบอลโลกหลักพันล้าน ยังซื้อมาแล้ว ถ้าแค่นี้ซื้อไม่ได้ก็คงตลก


ตอนนี้ภายในองค์กร อาจมีปัญหาความขัดแย้งภายใน แต่คนไทยไม่เกี่ยว ต่อให้ไม่มีเอกชนซื้อ กกท. ก็ควรต้องออกหน้าซื้อเองมากกว่าบอลโลกเสียอีก ต้องลืมเรื่องอื่น และเอาเงินมาซื้อเสียก่อน

ด้านแฟนกีฬา กระแสที่ออกมา สะท้อนให้เห็นอะไรเยอะ และเข้าใจได้ในเหตุผล แต่ในเมื่อเราบอกกันว่า อยากเห็นนักกีฬาไทยไปสู่ระดับโลก อยากได้แชมป์ ได้เหรียญในรายการใหญ่ แต่เรายังเองยังไม่อยากดูนักกีฬาไทยแข่ง ไม่ช่วยกันสนับสนุนให้กำลังใจ แล้วใครจะมาเชียร์เรา

สรุปคำเดียวคือต้องซื้อครับ.