เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนพร้อมคณะทำงาน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาในจังหวัดตาก ได้แก่ โรงเรียนโสตศึกษา และศูนย์การศึกษาพิเศษ จังหวัดตาก เพื่อเยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอน การเสริมสร้างอาชีพผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติจริง และการจัดการศึกษาให้กับนักเรียนที่มีความบกพร่องทุกประเภท ระดับเตรียมความพร้อม ในพื้นที่จังหวัดตาก โดยมีผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารโรงเรียน คณะครูและบุคลากร ร่วมนำเสนอผลการจัดการศึกษาในพื้นที่
โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดตาก จัดการศึกษาให้นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน และบกพร่องทางสติปัญญา ตั้งแต่ระดับ อ.1 ถึง ม.6 ปัจจุบันมีนักเรียน 217 คน ผู้บริหาร ครูและบุคลากร 51 คน ซึ่งโรงเรียนมีกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มีความหลากหลาย มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จริง เพื่อพัฒนานักเรียนทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพ โดยโรงเรียนได้จัดตั้งศูนย์ฝึกอาชีพ จำนวน 3 ศูนย์ ได้แก่ ร้านค้าข้าวแกง ร้านกาแฟสดและเครื่องดื่ม และร้าน Car Care นักเรียนได้เรียนรู้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการผลิตในแต่ละอาชีพ จนนักเรียนสามารถทำบัญชีรายรับรายจ่าย การคำนวณกำไรและต้นทุนของแต่ละอาชีพได้ และมีตัวอย่างของนักเรียนที่ได้รับการต่อยอดความรู้จากศูนย์ฝึกอาชีพ เช่น นายเจียง นักเรียนบกพร่องทางการได้ยิน สามารถไปประกอบอาชีพเปิดร้านกาแฟ “เจียงคอฟฟี่” ได้ที่ จังหวัดกำแพงเพชร หรือนายวีรเดช ตะติยะ และนางแฮบู๊พอ ธนทรัพย์รุ่งกิจ ที่บกพร่องทางการได้ยิน ก็สามารถประกอบอาชีพในสถานประกอบการทั้งส่วนราชการและเอกชน ได้เช่นเดียวกัน
นางเกศทิพย์ ศุภวานิช ชื่นชมโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดตาก ที่มีการวางแผนและการดำเนินงานในการส่งเสริม พัฒนาทักษะอาชีพให้นักเรียนอย่างเป็นระบบ นอกจากจะพัฒนาให้นักเรียนได้มีความรู้และทักษะพื้นฐานในการประกอบอาชีพแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้กับนักเรียนที่มีความบกพร่อง อีกทั้งแนวคิดของผู้อำนวยการที่ใช้ทุกพื้นที่อย่างมีประโยชน์มีการปลูกผักเพื่อนำมาใช้ปรุงอาหาร และเป็นไม้ประดับที่กินได้ ซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้าร้านกาแฟ เป็นอีกส่วนหนึ่งในการสร้างประสบการณ์และตัวอย่างในการสร้างอาชีพให้กับนักเรียน บางรายสามารถต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการได้ นับได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจของโรงเรียน และเป็นต้นแบบการปฏิบัติที่น่าชื่นชม
รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า พร้อมคณะฯ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอน และให้กำลังใจผู้บริหาร ครูและบุคลากร ณ ศูนย์การศึกษาพิเศษจังหวัดตาก สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จัดการศึกษาให้กับนักเรียนที่มีความบกพร่องทุกประเภท ระดับเตรียมความพร้อม ในพื้นที่จังหวัดตาก จำนวน 9 อำเภอ ปัจจุบันมีนักเรียน 438 คน และมีผู้บริหาร ครูและบุคลากร รวม 80 คน
นางเกศทิพย์ ศุภวานิช กล่าวว่า จากการเยี่ยมชมศูนย์ฯ พบว่าผลการปฏิบัติงานของศูนย์การศึกษาพิเศษจังหวัดตาก มีความโดดเด่นใน 4 ด้าน ประกอบด้วย ด้านที่ 1 ศูนย์ฯ ได้จัดบริการทางการศึกษาให้กับผู้เรียนที่มีความบกพร่อง โดยแบ่งผู้เรียนออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มผู้เรียนที่รับบริการประเภทในศูนย์ฯ ที่รับบริการในลักษณะไป-กลับ หรือตามนัด จัดการศึกษาฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เรียนเป็นรายบุคคล โดยครูและนักสหวิชาชีพเป็นผู้ออกแบบกิจกรรม ใช้สื่อการสอนที่บูรณาการทักษะการเรียนรู้ และ 2) กลุ่มผู้เรียนที่รับบริการประเภทนอกศูนย์ฯ ที่รับบริการตามบ้าน และหน่วยบริการ โดยครูและนักสหวิชาชีพ ลงพื้นที่จัดการศึกษาให้กับผู้เรียนที่มีความบกพร่องตามบ้านเป็นรายบุคคล และติดตามพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ด้านที่ 2 ศูนย์ฯ ให้บริการบำบัดฟื้นฟูผู้เรียน โดยใช้นิวโรฟีดแบ็ก (Neurofeedback) ด้านที่ 3 ศูนย์ฯ ให้บริการบำบัดฟื้นฟูด้วยการกระตุ้นพัฒนาการโดยใช้ห้อง sensory room เป็นการฝึกโดยการกระตุ้นประสาทการรับรู้ของนักเรียนทั้งประสาทการได้ยิน การมองเห็น การสัมผัส การดมกลิ่น และด้านที่ 4 ศูนย์ฯ มีการปฏิบัติหน้าที่เชิงรุกในการให้บริการผู้เรียนตามบ้าน ได้แก่ “โครงการปรับบ้านเป็นห้องเรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู” สำหรับผู้เรียนบกพร่องรุนแรงและผู้เรียนที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร จำนวน 170 คน โดยการจัดทำอุปกรณ์ สื่อการเรียนรู้ตามศักยภาพผู้เรียนรายบุคคล ให้คำแนะนำและส่งเสริมความรู้โดยนักสหวิชาชีพ ทั้งด้านการกายภาพบำบัด การใช้กิจกรรมบำบัด และการฟื้นฟูสภาพจิตใจโดยนักจิตวิทยาคลินิก ให้กับผู้ปกครองในการบำบัดฟื้นฟูบุตรหลานของตนเองเมื่ออยู่ที่บ้าน
“รู้สึกชื่นชมผู้บริหาร คณะครูและบุคลากรของ โรงเรียนโสตศึกษา และศูนย์การศึกษาพิเศษจังหวัดตาก ในการจัดการศึกษาให้กับผู้เรียนที่มีความบกพร่องด้านต่าง ๆ ด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่น เสียสละ อดทน มีความใจเย็น นักเรียนมีชีวิตชีวา มีรอยยิ้ม และได้รับการพัฒนาการเรียนรู้ จนมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามลำดับ ควบคู่ไปกับการได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพผ่านช่องทางการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่น ตอบสนองต่อความแตกต่างของนักเรียน สามารถบริหารจัดการตนเองได้ พึ่งตนเองได้ ประกอบอาชีพได้ และมีความสุข ต้องขอบคุณการศึกษาพิเศษที่มีบุคลากร ที่ใช้หัวใจนำทางในการทำงาน ไม่ว่าเด็กจะอยู่ที่ไหน จะตามไปสอน เกิดการเรียนรู้ได้ทุกที่ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังตามนโยบายของท่านอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ.” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว



