วันที่ 19 เม.ย. ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีตที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานมูลนิธิมัลลิกาเพื่อประชาชน กล่าวว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับเรื่องค่าครองชีพโดยเฉพาะค่าไฟ ซึ่งในสถานการณ์หน้าร้อน แม้คนจะยอมรับได้ว่าค่าไฟจะเพิ่มขึ้นจากการใช้ไฟเพิ่มขึ้น แต่ว่ากรณีที่กระทรวงพลังงานโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. มีมติเมื่อ 22 มี.ค. 2566 ว่าให้ปรับค่าเอฟที หรือค่าไฟฟ้าผันแปรขายปลีกสำหรับการเรียกเก็บในงวดเดือน พ.ค.-สิ.ค. 2566 เป็นอัตราเดียวกันสำหรับบ้านที่อยู่อาศัยและผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ เท่ากับ 98.27 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยจะรวมอยู่ที่ 4.77 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้นจากงวดก่อนที่เรียกเก็บอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย งานนี้จะทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านที่อยู่อาศัยถูกปรับขึ้น 0.05 บาทต่อหน่วย ขณะที่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรม กลับจะถูกปรับลดลง 0.56 บาทต่อหน่วย จะด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่ถามว่า มันใช่เวลาไหม

“ใครเป็นคนชงเรื่องนี้ ซึ่ง รมว.พลังงาน ก็บ้าจี้อนุมัติไปด้วย เอาอะไรคิดในการเลือกใช้วิธีนี้จนกลายเป็นการกดทับประชาชนและไร้กาลเทศะในช่วงก่อนการเลือกตั้งด้วยซ้ำ ทำงานไม่สนใจปัญหาประชาชนและสถานการณ์บ้านเมือง ไม่รู้เหนือรู้ใต้ ให้รัฐบาลโดนสหบาทา จึงควรไปตรวจทานดูว่าใครวางยารัฐบาลหรือไม่ใส่เกียร์อะไรเข้าไป บริหารแบบไม่บริหารเช่นนี้ ก็ไม่ควรบริหารนะ มันชุ่ย” ดร.มัลลิกา กล่าว

ดร.มัลลิกา กล่าวด้วยว่า ตอนนี้ไฟฟ้าในระบบก็ผลิตเหลือ ซึ่งเป็นไฟเหลือเกินมากกว่า 60% ด้วยซ้ำ ดังนั้นจะไปอนุมัติซื้อไฟจากผู้ผลิตเอกชนแพงทำไม แล้วมาเก็บค่าไฟจากประชาชนแพงอีก และเวลาซื้อโซลาร์เซลล์หรือพลังงานทดแทนจากรายย่อยหรือจากประชาชนก็ 2 บาทกว่าเท่านั้น ขณะที่เวลามาเก็บค่าไฟบ้านประชาชนดันเก็บแพง คือ อะไร อย่างไรก็ตาม ถ้าจะเป็นเช่นนี้ก็ควรจะหันมาสนับสนุนพลังงานทดแทนและหาวิธีให้ประชาชนใช้โซลาร์เซลล์ผลิตเองใช้เองแล้วจัดการลดภาษีการนำเข้าแผงโซลาร์ เพื่อเป็นทางเลือกแก่ประชาชน รวมทั้งนำมติ กกพ. ที่ออกมานี้ กลับไปทบทวนใหม่ ผ่อนปรนให้ประชาชนในช่วงอากาศร้อนไปก่อน จะสมควรมากกว่า