เมื่อวันที่ 21 เม.ย. นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีพรรคการเมือง 70 พรรค ส่งรายละเอียดนโยบายหาเสียงตามมาตรา 57 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมืองต่อ กกต. ว่า สำนักงาน กกต. จะต้องศึกษาว่าทั้ง 70 พรรคที่เสนอมา มีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ซึ่งต้องทำโดยเร็ว โดยจะเข้าที่ประชุม กกต. ในสัปดาห์หน้า หากเห็นว่าข้อมูลยังไม่ครบถ้วน ก็จะให้โอกาสส่งข้อมูลเพิ่มเติม แต่หากส่งไม่ครบภายในระยะที่กำหนดจะปรับวันละ 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 500,000 บาท และถ้าผลออกมาว่านโยบายหาเสียงไม่ถูกต้องก็ถือว่า เข้าข่ายความผิด พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 73 (5) หลอกลวงให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง เป็นเหตุให้นำไปสู่การพิจารณายุบพรรคได้
ทั้งนี้ กกต. สามารถพิจารณาได้เลยเมื่อพบความปรากฏแม้ไม่มีผู้ร้องเรียน ซึ่งหลักๆ จะดูมี 3 เรื่องคือ 1. วงเงินและที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินการ 2. ความคุ้มค่าและประโยชน์ 3.ระบุผลกระทบและความเสี่ยง เรื่องนี้จะต้องใช้องค์ความรู้หลายด้าน อาจจะใช้ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้วย
นายอิทธิพร กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีเรื่องการซื้อเสียงเข้ามาจำนวน 8 เรื่อง และ 15 เรื่อง เป็นการหาเสียงหลอกลวง โดยมาตรการการป้องกัน กกต. ได้มีการแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง 423 คน ซึ่งผู้ตรวจการเลือกตั้งจะมีผู้ช่วย 1 คน นอกจากนี้ ยังมีชุดเคลื่อนที่เร็วของตำรวจ ที่จะปฏิบัติหน้าที่ 15 วันก่อนวันเลือกตั้ง และมีอาสาสมัครที่มาจาก ไอลอว์ และวีวอช เข้ามาช่วยจะทำให้หูตา แต่อยากเชิญชวนประชาชนร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งด้วย เพราะถ้าท่านมีข้อมูลเบาะแสแล้วแจ้งต่อ กกต. หากนำไปสู่การพิพากษาว่ามีการกระทำความผิด กกต. มีเงินรางวัลชี้เบาะแสในกรณีถ้าพบการกระทำความผิดของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. 300,000-1,000,000 บาท
ส่วนกรณีการแจกใบส้ม ใบเหลืองกับผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. นั้นถ้าหาก กกต. พบความปรากฏ และมีพยานหลักฐานอันทำให้เราเชื่อว่ามีการทุจริตและยังไม่ได้ประกาศผล กกต. สามารถแจกได้ ทั้งนี้ กกต. ไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะให้ใบส้มกับใคร กกต. ตัดสินตามพยานหลักฐานตามระเบียบว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนของ กกต.
เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่า กกต. อาจไม่กล้าแจกใบส้ม เนื่องจากมีคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้ กกต. ชดใช้ค่าเสียหายของนายสุรพล เกียรติไชยากร ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 นายอิทธิพร กล่าวว่า กกต. พิจารณาเรื่องนี้บนข้อมูลหลักฐานในช่วงเวลานั้น ซึ่งเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อวินิจฉัยแล้วผลที่จะตามมาเป็นอย่างไรก็ต้องยอมรับ ทั้งนี้การพิจารณาเหตุทุจริตจะทันก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ ก็ไม่กระทบต่อการดำเนินการของกกต. เพราะว่าจะเชื่อมโยงการประกาศผลการเลือกตั้งที่จะต้องประกาศภายใน 60 วันหลังวันเลือกตั้ง ถ้าสอบสวนไม่ทันก็สามารถสอบสวนต่อได้ ซึ่งการสอบสวนหลังการประกาศผลการเลือกตั้งจะไม่ได้แจกใบส้มแต่จะต้องแจกใบแดงแทนซึ่งศาลฎีกาจะเป็นผู้ตัดสิน
ย้ำว่าก่อนครบ 60 วัน กกต. จะปล่อยผีไม่ได้ จะเป็นการละเลยหน้าที่ ดังนั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน หากชัดเจน ผอ.กกต.จังหวัด สามารถเสนอความเห็นประกอบส่งมาที่ส่วนกลาง พิจารณาให้ความเห็น และเสนอความเห็นมาให้ กกต. พิจารณาวินิจฉัย หากเป็นเรื่องเร่งด่วนก็จะพิจารณาทันที หากเป็นเรื่องซับซ้อนต้องสืบพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการฯพิจารณาก่อน
นายอิทธิพร ยังกล่าวถึงบัตรเลือกตั้งว่า มี 2 ประเภท โดยเลือกตั้งแบบแบ่งเขตจะเป็นสีม่วง ส่วนแบบบัญชีรายชื่อเป็นสีเขียว การกำหนดสีเช่นนี้เพื่อไม่ไปซ้ำกับสีที่พรรคการเมืองใช้ ส่วนข้อห่วงใยว่ามีการอัดแน่นถึง 70 พรรคการเมืองนั้น เท่าที่เห็นบัตรตัวอย่างตอนประชุม กกต. ก็ไม่ได้อัดแน่นมาก เพราะถ้ามันเกินจำนวนก็จะใช้กระดาษขนาดใหญ่ขึ้น ส่วนความกังวลเรื่องช่องสำหรับกาลงคะแนนทั้งคอลัมน์แรกกับคอลัมน์หลัง จะทำคนสับสนหรือไม่นั้น เรื่องบัตรเลือกตั้งที่ทำมาในครั้งนี้ก็เป็นบัตรที่ทำมาในทำนองเดียวกับเลือกตั้งเมื่อปี 54 และ 57 ซึ่งช่วงนั้นก็จะมีบัตร 2 ใบแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อเหมือนกัน คราวนี้ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.แก้ไขใหม่ ระบุว่าต้องทำ 2 อย่างแตกต่างกัน ดังนั้นสิ่งที่เราทำก็สอดคล้องกับแนวปฏิบัติ และข้อกฎหมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เมื่อถามถึงยอดบัตรเสียที่จะเกิดในการเลือกตั้งครั้งนี้ นายอิทธิพร กล่าวว่า เราตั้งเป้าให้เสียน้อยที่สุด เราตั้งไว้ไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็น 1 เปอร์เซ็นต์ได้จะดีใจมาก ซึ่งการเลือกตั้งครั้งที่แล้วบัตรเสีย 4 เปอร์เซ็นต์ ครั้งนี้มีบัตร 2 ใบ ก็เป็นความท้าทาย จึงต้องประชาสัมพันธ์มากขึ้น ขอย้ำข้อควรระวังไม่ไปถ่ายรูปบัตรเลือกตั้งที่กาแล้ว อย่านำบัตรเลือกตั้งออกนอกหน่วย อย่าทำให้บัตรชำรุด
“เรื่องบัตรเขย่งก็เป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญ และทราบดีว่าประชาชนให้ความสนใจ บัตรเขย่งปี 62 นั้น ตามข้อมูลที่เรามีเขย่งไป 8 หน่วยเลือกตั้งจาก 92,320 หน่วย ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วไม่ถึง 0.01% แต่นั่นไม่ใช่เป็นสิ่งที่เราจะไม่พยายามทำให้มันไม่เกิดขึ้น เรื่องนี้เรามีการอบรมกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) อย่างเข้มข้นอีกทีว่า สิ่งที่พึงปฏิบัติไม่ให้เกิดบัตรเขย่งทำอย่างไร ซึ่งตัวอย่างที่ดีมีให้เห็นในครั้งเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร ปี 65 ไม่มีบัตรเขย่งเลย ดังนั้นครั้งนี้เราก็หวังว่าจะไม่มีบัตรเขย่ง หรือถ้ามีก็ให้น้อยที่สุด” นายอิทธิพร กล่าว.



