พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช. เปิดเผยว่า กสทช.ได้เปิดการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง แผนแม่บทกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2563-2568) (ฉบับปรับปรุง) เพื่อรวบรวมความเห็น จากนั้นภายใน 30 วัน จะนำเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) กสทช. พิจารณาเห็นชอบ และนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อบังคับใช้ต่อไป โดยการปรับปรุงแผนเพื่อรับการเปลี่ยนผ่านในโลกดิจิทัลที่ถูกดิสรัปชัน ทั้งวงการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ และเป็นการปูทางในการออกแผนแม่บทฯ ฉบับที่ 3 ต่อไปด้วย

“แผนที่ปรับปรุงจะปูทางให้กิจการวิทยุก้าวสู่ยุคดิจิทัล เหมือนทีวี โดย กสทช.ต้องการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการอยู่ได้ โดยเฉพาะวิทยุชุมชนทดลองออกอากาศ ยังไม่ได้อยู่ในระบบอนุญาต เนื่องจาก กสทช. มีการขยายระยะเวลาทดลองออกอากาศออกไปถึง ธ.ค. 67 จากเดิมที่สิ้นสุดลงเดือน เม.ย. 65 และต้องเข้าสู่ระบบใบอนุญาต แต่ปัญหาของวิทยุชุมชนทดลองออกอากาศคือ มีจำนวนกว่า 3,000 สถานี แต่ กสทช. สามารถจัดสรรให้ได้เพียง 1,000 สถานีเท่านั้น เพื่อคลื่นไม่มีสัญญาณรบกวนกัน สิ่งที่จะทำให้วิทยุชุมชนอยู่ได้ ต้องทำเป็น ดิจิทัล เรดิโอ ผ่านโมเดลทำธุรกิจรุปแบบใหม่ มีผู้ทำโครงข่ายดิจิทัล มีรวมกลุ่มผู้ที่สนใจทำวิทยุชุมชนหลายราย เพื่อต้นทุนไม่สูง จากนั้นค่อยมาขอใบอนุญาตจาก กสทช.”

ด้าน น.ส.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. กล่าวว่า ในส่วนของกิจการโทรทัศน์ แผนแม่บทที่ปรับปรุงจะเน้นส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีศักยภาพและอยู่ในธุรกิจได้ เช่น การส่งเสริมให้เกิดการสนับสนุนแหล่งเงินทุนในการผลิตคอนเทนต์ ด้วยการของบประมาณจากกองทุน กทปส. โดยเตรียมออกประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การสนับสนุนรายการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ซึ่งอาศัยอำนาจตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติ การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 คาดว่าช่วงปลายปีจะสามารถเปิดรับโครงการที่จะขอรับการสนับสนุน 3 กลุ่มคือ กลุ่มรายการสำหรับเด็กและเยาวชน กลุ่มส่งเสริมความหลากหลายในสังคม และกลุ่มที่มีศักยภาพในการผลิตร่วมกับต่างประเทศ เพื่อส่งออกคอนเทนต์ไทยสู่ระดับสากล

ด้าน นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการสมาคมทีวีดิจิตอล กล่าวว่า เวลา 2 ปีที่เหลือของแผนแม่บทฯ ฉบับที่ 2 อาจสูญเปล่า หรือเหลือเวลาน้อยไป ซึ่งทางผู้ประกอบการเอกชนต้องการเห็นแผนปฏิบัติการ หรือ แอ๊คชั่น แพลน ระยะยาว ที่จะช่วยพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้มีศักกยภาพ รวมถึงการสนับสนุนเงินทุนให้ผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ สามารถแข่งขันและส่งออกคอนเทนต์ไปยังต่างประเทศได้ แม้ปัจจุบันจะมีกองทุนสนับสนุนของหน่วยงานต่างๆ เกิดขึ้น และมีวงเงินเป็นหมื่นล้านบาท แต่ก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างจริงจัง และเอกชนเข้าถึงและขอได้ยาก ทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถสร้างคอนเทนต์ที่แข่งขันกับต่างประเทศได้ ขณะเดียวกันยังต้องเจอการแข่งขัน แย่งผู้ชมจากแพลตฟอร์มโอทีทีจากต่างประเทศ เช่น เน็ตฟลิกซ์ และยูทูบ ฯลฯ