หลังจากมีรายชื่อของ “สามเณรตฤณ” วัยเพียง 7 ขวบ สมัครเข้าร่วมโครงการสามเณรทรงพระปาติโมกข์ ปีที่ 6 พ.ศ.2569 โดยพบว่า “สามเณรตฤณ” มีความสามารถท่องบทปาติโมกข์ได้อย่างคล่องแคล่ว จนได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมากในสื่อสังคมออนไลน์ เนื่องจากการท่องปาติโมกข์ ต้องท่องพระธรรมวินัยทั้ง 227 ข้อของพระสงฆ์ เป็นภาษาบาลี นั้น

สำหรับความสำคัญของ ปาติโมกข์ นั้น พระมหาใจ เขมจิตฺโต ประธานดำเนินงานโครงการสามเณรทรงพระปาติโมกข์ ปีที่ 6 พ.ศ.2569 ได้อธิบายไว้ว่า ปาติโมกข์ อุโบสถ คือ การสวดปาติโมกข์ของพระสงฆ์ทุกกึ่งเดือน เรียกกันว่า การทำอุโบสถ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ให้ความหมายเชิงแสดงถึงประโยชน์ไว้ว่า เป็นเครื่องซักซ้อมตรวจสอบความบริสุทธิ์ทางวินัยของภิกษุทั้งหลาย และทั้งเป็นเครื่องแสดงความพร้อมเพรียงของสงฆ์ด้วย ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงอุโบสถของฆราวาส

ปาติโมกข์ ตามรูปศัพท์แปลว่า 1.ธรรมเป็นเครื่องพ้นจากกองกิเลสของสัตว์โลกผู้ตกไปในสังสารวัฏเพราะอวิชชาเป็นต้น 2.ธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นแห่งจิต ที่ยังสัตว์โลกให้ตกไปจากทุกข์ 3.ธรรมที่หลุดพ้นจากสังกิเลสอันเป็นเหตุให้ตกไปในอบายทุกข์และสังสารทุกข์แห่งสัตว์โลก 4.ธรรมที่ยังบุคคลผู้รักษาให้หลุดพ้นจากทุกข์ในอบายเป็นต้น 5.ธรรมที่ยังปุถุชน ผู้มีปกติตกไปในอบายบ่อยครั้งให้หลุดพ้นจากสังสารทุกข์

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) อธิบายว่า เป็นชื่อคัมภีร์ที่ประมวลพุทธบัญญัติอันทรงตั้งขึ้นเป็นพุทธอาณา ได้แก่ อาทิพรหมจริยกาสิกขา มีพระพุทธานุญาตให้สวดในที่ประชุมสงฆ์ทุกกึ่งเดือน เรียกกันว่าพระสงฆ์ทำอุโบสถ, คือ คัมภีร์ที่รวมวินัยของสงฆ์ 227 ข้อ

โดยสรุปจึงหมายถึง ธรรมที่เป็นเครื่องช่วยให้เหล่าสัตว์ผู้รักษาไว้ (ผู้ทรงไว้ในปัจจุบัน) ที่เกิดมาในสังสารวัฏเพาะอวิชชา ให้พ้นจากกองกิเลส ช่วยทำให้จิตหลุดพ้นจากทุกข์ในอบาย จากสังสารทุกข์ได้ ผู้รักษาหรือทรงไว้ มิได้หมายความเพียงท่องจำ แต่หมายถึงการปฏิบัติตามสิกขาบทนั้นๆ อันจะเป็นเหตุเอื้อต่อการประพฤติพรหมจรรย์จนสำเร็จประโยชน์ จนเข้าถึงธรรมในที่สุด อุโบสถ จึงเป็นกรรมสำคัญทั้งในด้านที่ต้องกระทำ และต้องทรงไว้เพื่อให้ทราบข้อที่จะศึกษา คือปฏิบัติขัดเกลาตน ไม่ว่าจะอยู่ครบจำนวนสงฆ์ หรือไม่ครบ กระทั่งอยู่รูปเดียวก็ตาม

ความสำคัญเรื่องนี้เห็นได้จากที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในพระวินัยปิฎก มหาวรรค (4/189/176) เรื่อง ทรงให้ส่งภิกษุไปศึกษาปาติโมกข์ ว่า ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุอยู่ด้วยกันมากรูป ล้วนเป็นผู้เขลา ไม่ฉลาด ไม่รู้อุโบสถ หรือวิธีทำอุโบสถ ไม่รู้ปาติโมกข์ หรือวิธีสวดปาติโมกข์ พากันอาราธนาพระเถระให้สวดปาติโมกข์ พระเถระในอาวาสนั้นก็สวดไม่ได้ อาราธนารูปรองลงมาลำดับที่ 2 ที่ 3 ก็สวดไม่ได้ ไล่เรียงจนถึงผู้ใหม่ที่สุดในอาวาสนั้นก็ไม่มีผู้สวดได้

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ พระองค์รับสั่งให้ส่งภิกษุรูปหนึ่งไปยังวัดใกล้เคียงที่พอจะกลับมาทันในวันนั้น โดยให้ไปเรียนปาติโมกข์โดยย่อหรือโดยพิสดารมา ภิกษุเหล่านั้น ก็กังวลว่าจะส่งภิกษุรูปไหนไป จึงกราบทูลถามพระพุทธเจ้าอีกครั้ง พระองค์รับสั่งว่า ให้พระเถระผู้ใหญ่บัญชาภิกษุผู้น้อยที่ยังเป็นนวกะไป แต่ภิกษุที่พระเถระสั่งแล้วไม่ยอมไป ภิกษุทั้งหลายก็กราบทูลถามเรื่องนี้กับพระพุทธเจ้าอีกครั้ง คราวนี้พระองค์รับสั่งว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่อาพาธ อันพระเถระบัญชาแล้วจะไม่ยอมไปไม่ได้ รูปใดไม่ยอมไป ต้องอาบัติทุกกฎ”

รวมถึงพระพุทธองค์ทรงปรับอาบัติทุกกฎ สำหรับภิกษุที่ไม่ทําอุโบสถด้วย ดังบาลีว่า “ตสฺมึ ปวตฺตมาเน อุโปสถํ อกตฺวา ตทหุโปสเถ อญฺญํ อภิกฺขุกํ นานาสํวาสเกหิ วา สภิกฺขุกํ อาวาสํ วา อนาวาสํ วา วาสตฺถาย อญฺญตฺร สงฺเฆน, อญฺญตฺร อนฺตรายา คจฺฉนฺตสฺส ทุกฺกฏํ โหติ” (กงฺขา.อฏฺ. 118) แปลว่า “เมื่อถึงวันอุโบสถ ภิกษุไม่ทําอุโบสถ ไปเพื่ออยู่ในอาวาส หรือสถานที่ที่มิใช่อาวาส ซึ่งไม่มีภิกษุรูปอื่น หรือมีภิกษุต่างสังวาส เว้นจากสงฆ์ เว้นจากอันตราย ในวันอุโบสถนั้น ต้องอาบัติทุกกฎ”

ความสำคัญของอุโบสถ หรือการสวดพระปาติโมกข์ ที่สืบถึงปัจจุบันย่อมเห็นได้จากปฏิปทาของพระมหาเถระ พระเถรานุเถระ ผู้เป็นปราชญ์ทั้งหลาย ผู้ทรงธรรมทรงวินัย ทรงศีลสุตาธิคุณ ผู้ดำรงสังฆคุณมีความปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นต้น ผู้เป็นครูบาอาจารย์ตัวอย่างทุกรูป จะมิยอมเว้นหรือมิยอมขาด แม้กระทั่งลา หากไม่มีกิจจำเป็นยิ่งยวด จะไม่ตั้งเจตนาเพื่อลา ไม่หาวิธีหลีก, หยุด เพื่อหลบการลงอุโบสถ จึงเป็นเหตุให้ยังคงหลักปฏิบัตินี้สืบมาถึงปัจจุบันฯ

ขอขอบคุณ ภาพการลงอุโบสถ ฟังพระปาติโมกข์ ของคณะสงฆ์วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร