สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ว่า กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นออกแถลงการณ์ว่า นายกรัฐมนตรีฟุมิโอะ คิชิดะ มีกำหนดเยือนกรุงโซลอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค. นี้ เพื่อพบหารืออย่างเป็นทางการ กับประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล ผู้นำเกาหลีใต้
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของคิชิดะ นับเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ที่ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเยือนเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการ ต่อจากนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ เมื่อเดือน ก.พ. 2561
Kishida's visit to Seoul significant for Seoul-Tokyo relations, G7 meeting: Official#ChoTaeyong #Seoul_Tokyo_relations #SouthKorea #Japan #Fumio_Kishida #Yoon_Kishida_summit #조태용 #기시다 #윤석열 #한일정상회담 #한일외교 #Arirang_News #아리랑뉴스 pic.twitter.com/WIiivmnF3o
— Arirang News (@arirangtvnews) May 2, 2023
ขณะที่ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ออกแถลงการณ์ยืนยันกำหนดการเยือนอย่างเป็นทางการของคิชิดะเช่นกัน ด้านผู้สันทัดกรณีทางการเมืองระหว่างประเทศหลายคนมองว่า การเยือนกรุงโซลของผู้นำญี่ปุ่น จะเป็นการยกระดับให้กับการขับเคลื่อนนโยบาย “การทูตเดินสาย” รอบนี้ ที่เริ่มจากกลุ่มประเทศในแอฟริกา และตามด้วยสิงคโปร์
อนึ่ง กระทรวงการค้าของเกาหลีใต้ประกาศ เมื่อปลายเดือนที่แล้ว นำญี่ปุ่นกลับคืนสู่การเป็นประเทศใน “บัญชีสีขาว” (White List) อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการได้รับสิทธิพิเศษระดับสูงสุดจากเกาหลีใต้ ในการค้าขายสินค้าสำคัญ ซึ่งรวมถึงยุทโธปกรณ์ หรือสินค้าอื่นซึ่งเกี่ยวข้องกับการทหาร
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการเกาหลีใต้ที่ต้องการส่งออกสินค้าเหล่านี้ไปยังญี่ปุ่น จะกลับมาได้รับความสะดวกอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการดำเนินงานที่แสดงเพียงเอกสารพื้นฐาน และระยะเวลาในการพิจารณาข้อมูลที่สั้นลง ซึ่งจะช่วยให้การอนุมัติเป็นไปด้วยความรวดเร็วยิ่งขึ้น
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของรัฐบาลโซล เป็นผลสืบเนื่องจากการที่ ประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล ผู้นำเกาหลีใต้ เยือนกรุงโตเกียวอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี ที่ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ เยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้น ยุนสั่งการให้กระทรวงการค้า “เร่งดำเนินการ” เกี่ยวกับการนำรัฐบาลโตเกียวกลับคืนสู่บัญชีสีขาว หลังนำออกไปเมื่อปี 2562 จากข้อพิพาทเรื่องการจ่ายค่าชดเชย ให้กับเหยื่อของการบังคับใช้แรงงานสมัยสงคราม.
เครดิตภาพ : AFP



