พระราชวัชรสารบัณฑิต หรือ “เจ้าคุณประสาร” เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทราบมาว่า มีพรรคการเมืองบางพรรคมีนโยบายในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเกี่ยวเนื่องด้วยศาสนาและพระพุทธศาสนา ซึ่งสำหรับพระสงฆ์ทุกรูปให้ความเคารพต่อมติมหาเถรสมาคม (มส.) ที่ไม่ให้พระสงฆ์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะเกรงว่าจะสูญเสียความเป็นกลางและไม่เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนโดยรวม ในเรื่องนี้พระสงฆ์ทุกรูปรวมทั้งตน ต่างก็ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่ขณะนี้ได้มีพรรคการเมืองบางพรรค แกนนำพรรคการเมืองบางคนได้พูดผ่านเวที Future Of Creative Economy ที่ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ซึ่งเผยแพร่ทางสื่อมวลชน ว่า 6 เปลี่ยนเพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์สังคมไทย ข้อแรกคือ เปลี่ยนกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เป็นกระทรวงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งในเรื่องนี้ในฐานะพระสงฆ์ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายดังกล่าว จึงอยากถามพรรคการเมืองพรรคนั้นว่าเมื่อมีแนวนโยบายอย่างนี้แล้ว ศาสนาทุกศาสนาและพระพุทธศาสนาจะอยู่ตรงไหน ในโครงสร้างและแนวนโยบายแห่งรัฐ อย่าลืมว่ากระทรวงวัฒนธรรมนั้น แยกออกมาจากกระทรวงศึกษาธิการ เฉพาะเรื่องศาสนา และวัฒนธรรมประเพณี โดยเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่ทั่วโลกชื่นชม นักท่องเที่ยวทั่วโลกส่วนหนึ่งมีจำนวนไม่น้อย ที่เข้ามาท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และความชื่นชอบด้านศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ดังกล่าวที่ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจของไทยเจริญเติบโตเติบโต และยังช่วยกระจายรายได้ไปสู่ประชาชนคนรากหญ้าได้อย่างแท้จริง แล้วจะมายุบกระทรวงวัฒนธรรมเปลี่ยนเป็นกระทรวงอื่น และถ้าเกิดว่ายุบจริงตานโยบายของพรรค แล้วกระทรวงใหม่ที่ว่านี้งานจะซ้ำซ้อนกับกระทรวงด้านเศรษฐกิจที่มีอยู่เดิมแล้วหรือไม่ ขณะเดียวกันภาระงานในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรมเดิมจะไปอยู่ไหน หรือเพราะก่อนหน้านี้แกนนำของพรรคดังกล่าว ที่ขณะนี้กลายมาเป็นผู้ช่วยหาเสียงเคยบอกไว้ว่า มีนโยบายให้มีศาสนาเสรี และรัฐไม่ต้องอุปถัมภ์ศาสนารวมทั้งพระพุทธศาสนาด้วย
“ไม่ได้ต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่เพราะการเมืองเข้ามาล้ำเขตแดนในโครงสร้างรัฐ จึงมีผลกระทบต่อศาสนา พระพุทธศาสนา และพระสงฆ์ทั้งประเทศอย่างลีกเลี่ยงไม่ได้ อาตมาพูดโดยไม่ได้ระบุว่าใคร พรรคไหน อย่างไร แต่พูดด้วยความเป็นห่วงศาสนาและพระพุทธศาสนาว่าอาจจะถูกเข้าใจผิด อาจจะมองศาสนาในสังคมไทยด้วยภาพที่ไม่ชัดเจน แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ทั้งหมดที่พูดมานี้ก็พูดบนหลักแห่งเมตตาธรรม” พระราชวัชรสารบัณฑิต กล่าว



