เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจาก ส.ว. โดยตำแหน่งของผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยมี พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.ร.อ.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) พล.อ.อ. อลงกรณ์ วัณณรถ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) และพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) แม้ปัจจุบันยังอยู่ในช่วงการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลของพรรคการเมือง ซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการโหวตเลือกนายกฯ เพราะต้องผ่านกระบวนการอีกหลายขั้นตอน ทั้งเปิดสภาเพื่อเลือกประธานสภา

ทั้งนี้ ผบ.เหล่าทัพ มีจุดยืนในเรื่องการทำหน้าที่ ส.ว. ตั้งแต่การประกาศไม่รับเงินเดือนมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยจะงดออกเสียงในประเด็นทางการเมือง เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาการวางตัวไม่เป็นกลางทางการเมือง ในฐานะที่กองทัพเป็นหน่วยงานรัฐ ซึ่งเป็นเจตนารมณ์เดียวกันของ ผบ.เหล่าทัพ และยึดปฏิบัติถือเป็นแนวทางเดียวกัน

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ก่อนหน้านี้ ผบ.เหล่าทัพ ก็งดออกเสียงการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2565 รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง สำหรับการโหวตเลือกนายกฯ ครั้งนี้ ไม่ว่ารายชื่อแคนดิแดตนายกฯ จะเป็นของพรรคการเมืองใดก็ตาม ผบ.เหล่าทัพ ก็งดออกเสียง

ทางด้าน นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. กล่าวถึงกรณีฝ่ายการเมืองเรียกร้องให้ ส.ว.โหวตสนับสนุนพรรคก้าวไกล ที่ชนะเลือกตั้ง อันดับ 1 ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า ต้องดูการรวบรวมเสียงของพรรคก้าวไกล จะรวบรวมเสียงได้ 310 เสียงจริงหรือไม่ ขณะนี้เป็นแค่การพูดฝ่ายเดียวจากพรรคก้าวไกล แต่พรรคอื่นๆ ยังไม่มีใครแสดงเจตจำนงตอบตกลงร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ หลังจากรวบรวมเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว ส.ว.ก็จะพิจารณานโยบายต่างๆ ของพรรคร่วมรัฐบาล ถ้ามีการยกเลิก หรือแก้ไขเรื่องสำคัญอย่างมาตรา 112 ตนไม่สามารถโหวตให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรีได้แน่ ไม่ใช่แค่เฉพาะนายพิธา แม้แต่เสนอชื่อคนพรรคอื่นเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้ามีนโยบายแตะต้องมาตรา 112 ก็ไม่โหวตให้เช่นกัน  

ส่วน นายสมชาย แสวงการ ส.ว. กล่าวว่า ตนขอให้ความเป็นธรรมกับ ส.ว.ด้วย เนื่องจากกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมรัฐสภานั้น ยังมีขั้นตอนและต้องใช้เวลา ทั้งการรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีกรอบเวลา 60 วัน ซึ่งตนเชื่อว่า กกต.จะตรวจสอบเรื่องร้องเรียนให้แล้วเสร็จ คงไม่ปล่อยให้เข้าสภาผู้แทนราษฎรแล้วสอยทีหลังแน่นอน จากนั้นเป็นกระบวนการของการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร งานรัฐพิธี หลังรับรองผลเลือกตั้ง 15 วัน จากนั้น ไม่เกิน 7 วัน ต้องประชุมสภาเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ต่อจากนั้นคือการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเชื่อว่าจะมีเวลาอีก 2 เดือน ดังนั้น จนถึงขณะนี้ ยังไม่ถึงขั้นตอน และไม่ทราบชัดเจนว่าจะเสนอชื่อใครเข้าสู่รัฐสภาให้ลงมติ ทั้งนี้ ทราบแค่ความเคลื่อนไหวต่อการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งพรรคเพื่อไทยให้พรรคก้าวไกลดำเนินการไปก่อน ทั้งนี้ สูตรจัดตั้งรัฐบาลยังไม่นิ่ง

“กรณีที่สังคมกดดัน ทำโพลออนไลน์นั้น ผมมองว่า เป็นโพลวิชาการทำได้ แต่จะส่งผลให้ ส.ว.ต้องปฏิบัติตามนั้นหรือไม่ ผมเชื่อว่ากดดันไม่ได้ เพราะ ส.ว.มีวุฒิภาวะ ดังนั้น หากไม่เห็นกระรอก อย่าเพิ่งโก่งหน้าไม้ ยังมีเวลาอีกหลายเดือน ในฐานะ ส.ว.ที่มีสิทธิโหวตนายกรัฐมนตรี แต่ไม่มีสิทธิเสนอ หากสภาเสนอมา ซึ่งไม่รู้ว่าจะใช่นายพิธา หรือเป็น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย หรือเป็น นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตจากเพื่อไทย ทาง ส.ว.พร้อมพิจารณา เพราะการโหวตของ ส.ว.หรือของผมไม่ได้ยึดติดว่าจะต้องเป็นขั้วอำนาจเดิม แต่หากวันนี้ เสนอมาแบบนี้ เป็นไปได้ว่า ส.ว.จะโหวตให้นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนจะได้ 60-70 เสียง หรือไม่ ผมตอบไม่ได้ แต่เป็นไปได้ทั้งหมด” นายสมชาย กล่าว

ขณะที่ นายจเด็จ อินสว่าง ส.ว. กล่าวว่า ต้องรอดูก่อนว่าฝ่ายใดจะรวบรวมเสียงข้างมากได้เกิน 250 เสียง และจะเสนอชื่อใครเป็นนายกรัฐมนตรี จึงค่อยพิจารณาจะโหวตให้หรือไม่ แต่ถ้าเสียงข้างมากเสนอชื่อนายพิธา ส่วนตัวจะไม่โหวตให้แน่นอน เพราะนายพิธามีจุดด้อยในเรื่องปัญหาทัศนคติการเมือง ที่จะยกเลิกมาตรา 112 ตนรับไม่ได้ เพราะปฏิญาณตนจะจงรักภักดี ถ้าเลือกนายพิธาไปก็ไม่รู้จะเสียของหรือไม่ แต่เป็นจุดยืนของตนเพียงคนเดียว ไม่รู้ ส.ว.คนอื่นๆ จะเห็นเหมือนตนหรือไม่ ส่วนหากมีการเสนอชื่อคนอื่นๆ เป็นนายกรัฐมนตรี เช่น น.ส.แพทองธาร  ชินวัตร นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หรือคนอื่นๆ เป็นนายกรัฐมนตรี จะรับได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณากันอีกทีว่า มีจุดเด่น จุดด้อยอย่างไรบ้าง  

ส่วน นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ส.ว. กล่าวว่า ส่วนตัวยึดหลักการใครที่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้เกิน 250 เสียง ก็พร้อมเติมเสียงให้ฝ่ายนั้น ไม่ว่าจะเสนอชื่อใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี แม้จะเป็นชื่อนายพิธา น.ส.แพทองธาร พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายอนุทิน แต่คงไม่เกี่ยวกับ ส.ว.คนอื่นๆ ที่ไม่สามารถรับประกันได้จะโหวตไปในทิศทางใด เพราะ ส.ว.คิดไม่เหมือนกัน 

ทางด้าน พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว. กล่าวว่า ยังไม่ขอตอบเรื่องการตัดสินใจโหวตนายกรัฐมนตรี เพราะยังไม่มีความชัดเจนใครจะรวบรวมเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลได้ แม้นายพิธาจะชักชวนตั้งรัฐบาล 310 เสียง จาก 6 พรรคการเมือง แต่ถือว่ายังไม่ชัดเจน เพราะยังไม่มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ดังนั้น อย่าเพิ่งไปคาดเดาอะไรกัน รอให้มีความชัดเจนก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ หาก ส.ว.พูดอะไรมากไปตอนนี้ก็มีแต่ตกเป็นเหยื่อ ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะทุกอย่างยังไม่แน่นอน