หลังจากขึ้นแท่นเป็นผู้จัด ก็มีผลงานออกมาให้แฟน ๆ ได้ดูอย่างต่อเนื่อง สำหรับ หน่อย – บุษกร วงศ์พัวพันธ์ ที่ล่าสุดได้ส่ง “ดวงตาที่ 3” ละครผีฟีลกู๊ด จากค่าย “ซิติเซ่น เคน จำกัด” ทางช่อง 3 ที่ได้หนุ่มฮอต เจมส์ มาร์ มาประกบคู่กับนางเอกฝีมือดี มิว – นิษฐา จิรยั่งยืน ที่พร้อมสร้างรอยยิ้มให้แฟน ๆ ล่าสุด “บันเทิงเดลินิวส์” มีโอกาสได้เปิดใจผู้จัด หน่อย กับผลงานครั้งนี้ รวมไปถึงความเห็นต่อวงการบันเทิง ผ่านมุมมองทั้งในฐานะคนเบื้องหน้าและเบื้องหลังที่อยู่ในวงการมายาวนาน และพลาดไม่ได้กับการพูดคุยเรื่องราวครอบครัวแสนอบอุ่น และวิธีดูแลความรักกับพระเอกหนุ่ม เคน-ธีรเดช รวมไปถึงการเลี้ยงลูก “น้องคุน” และ “น้องจุน” ในแบบคุณแม่หน่อยด้วย
ความท้าทายในละคร “ดวงตาที่ 3”

Q : ก่อนอื่นทำไมหยิบเรื่อง “ดวงตาที่3” มาทำเป็นละคร?
หน่อย : หน่อยชอบความแปลกของเรื่องนี้ ที่อยู่ ๆ พระเอกก็เห็นวิญญาณ และไปทักเขาเอง ซึ่งผีก็แบบอ้าว! เห็นฉันนี่ เสร็จเลย เรามองว่าหยิบมาทำแล้วคนไทยจะเข้าถึงได้ อย่างเรื่องที่ว่าผีมีจริงรึเปล่า ก็ไม่มีใครตอบได้ มันไม่มีหลักฐานชัดเจนแน่นอค่ะ
Q : การเตรียมตัวในการถ่ายเรื่องนี้ ต้องโฟกัสเรื่องไหนเป็นพิเศษ?
หน่อย : น่าจะเป็นการเตรียมนักแสดงที่จะมาถ่ายทอดบทละครนี้ให้สนุกมากกว่า อันนี้เป็นเรื่องยากค่ะ ซึ่งพระเอกในเรื่องจะเป็นคนเห็นผี และมีมีความตี๋ หน่อยมองว่าเจมส์มีความชัดเจนนคาแรกเตอร์นี้ อีกอย่างเจมส์ไม่เคยเล่นคอมเมดี้ เลยอยากเห็นเจมส์ในความเป็นคอมเมดี้ ปกติเราจะเห็นเจมส์ในความเป็นดราม่าต่าง ๆ นานา และเรื่องนี้ อายุ ‘ตรีกาล’ ก็จะใกล้เคียงกับเจมส์ด้วย ในเรื่อง ‘ตรีกาล’ จะมีเงื่อนไขว่า อายุ 25 ซึ่งเป็นเบญจเพศ เขาก็จะเกิดอะไรหนัก ๆ ในชีวิต ซึ่งตรงนี้ก็เหมาะกับเจมส์ ส่วนตัวมิวคือนางเอกในเรื่องจะแก่นแก้วและสตรองกว่าพระเอก หน่อยก็มองว่ามิวใช่เลย เป็นตัวละครตัวนั้น และนางเอกจะมี 3 ตัวละครด้วยกัน ซึ่งมิวต้องเล่นเป็นนางเอก 3 คน ที่ไม่ใช่ฝาแฝดกัน จะเป็นยังไงอยากให้ไปลองติดตามกันในเรื่อง





















Q : อย่าง “เจมส์” ไม่เคยเล่นคอมเมดี้ การดึงความเป็นคอมเมดี้ของเขาออกมายากมั้ย?
หน่อย : แรก ๆ เจมส์พูดเลยว่า ‘พี่ครับ ผมกังวลว่าจะเล่นแบบตลก ชึ่งโป๊ะ ไม่ได้’ เราต้องบอกเขาว่าเจมส์ไม่ได้เล่นเป็นตลก แต่เล่นเป็นผู้ชาย คือพระเอกในเรื่องจะกลัวผี หน่อยไม่ได้ต้องการให้เจมส์เล่นแบบกลัวไร้สติ ชึ่งโป๊ะ แต่ในความกลัวของพระเอกจะมีความน่ารัก จะมีความที่นางเอกคอยปกป้องพระเอก แต่หลังๆ เจมส์ได้เจอแก๊งติ๊กต๊อก ทลายกำแพงของเจมส์ หลังพี่เหมี่ยว ปวันรัตน์ ผู้กำกับ ต้องคอยบอกว่า ‘เจมส์ ๆ เป็นพระเอก ไม่ได้เล่นเป็นตลกกับเขา’ คือเขาก็สนุกด้วย เจมส์เรื่องนี้ไม่ห่วงหล่อเลย ให้เป็นอะไรก็ได้ เป็นทุกอย่างให้เธอจริง ๆ คือเจมส์จะเล่นเป็นเด็กมัธยม เป็นทหารที่ถูกฝึก ก็ต้องมีผมน้อย ๆ และมาเป็นพระอีก เป็นนักรบ และเขาก็ไม่มีบ่นเลย น่ารักมาก ๆ และตั้งใจทำงานมาก เขารักในความเป็น ‘ตรีกาล’ ค่ะ
Q : ด้าน “มิว” มีจุดไหนที่เราอยากดึงการแสดงของ “มิว” ออกมา เพื่อถ่ายทอดบทนางเอกเรื่อง เป็นพิเศษบ้างมั้ย?
หน่อย : มิวก็เป็นตัวละครนี้อยู่แล้ว มีความแก่นเซี้ยว ตอนแรกอยู่ในกองถ่าย มิวก็มีความเป็นมิวที่นิ่ม ๆ ช้า ๆ แต่พอเขาเป็นตัวละคร เขาจะมีความเป็นตัวละครอย่างชัดเจน แยกเด็ดขาด ว่าตัวนี้เป็นนางเอกพาร์ทไหน มิวเก่ง ทั้งมิวและเจมส์ตั้งใจทั้งคู่เลย หน่อยก็จะได้พลังงานดี ๆ ที่น้องสองคนมีความตั้งใจ และสนุกที่จะเล่นเป็นตัวละครนี้ค่ะ

Q : ความยากหรือความท้าทายในการถ่ายทอดเรื่องราวคืออะไร?
หน่อย : สิ่งแรกที่คิดคือคิวนักแสดง พอวางตัวละครแล้วว่าใครควรเป็นตัวละครไหน พอมาดูอีกทีก็กุมขมับ เพราะคิวแบบแน่นทุกคนเลย แต่เราก็ต้องผ่านมันไปได้ คือยังไงก็ต้องเป็นทีมนักแสดงชุดนี้ ทั้งเจมส์ , มิว , แพท ณปภา พี่อั๋น วิทยา , อ้น ศรีพรรณ , ฟรอยด์ ณัฏฐพงษ์ , โมทช์ ปราโมทช์ และตัวนักแสดงรุ่นพ่อรุ่นแม่ ที่คิวแน่นทุกคน และซีนในเรื่องทุกตัวละครมักจะอยู่ด้วยกัน เพราะอยู่บ้านหลังเดียวกัน เพราฉะนั้นการที่เอานักแดงคิวแน่น ๆ มารวมกันมันยากนะ แต่เราอยากได้ เพราะเราต้องเอาเสน่ห์นักแสดงทุกคนที่มีอยู่ พอเขามารวมตัวก็น่ารักจริง ๆ ค่ะ
Q : จากการที่ได้มาทำโปรเจ็คเรื่องนี้ทำให้ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มอีกมั้ย?
หน่อย : ก็มีหลายจุดนะ เรื่องนี้เปลี่ยนแทบทุกตัวทีมงานเลย มีปัญหาให้แก้เยอะ และต้องมาเจอโควิดหนัก ๆ อีก ที่เราต้องปิดไป 2 เดือนเต็ม ๆ พอเปิดมาก็ตองระวังในการถ่ายทำ จำกัดคน คือบทเสร็จมา 16 กว่าตอนแล้ว เราก็เปิดกล้อง แต่กลายเป็นว่าเรื่องนี้ใช้เวลาถ่ายทำนานที่สุดเลย ตั้งแต่ทำงานมาปีกว่า ๆ ทั้งที่บทก็เสร็จแล้ว
Q : หากให้มี “ดวงตาที่ 3” จริง อยากมีมั้ย?
หน่อย : ไม่อยากค่ะ (ยิ้ม) บางทีรู้อะไรเยอะ ๆ มากไปก็ไม่ดี รู้แค่นี้พอแล้ว เรารู้ก็เหมือนพระเอกที่เห็นแล้วก็ต้องเอาชีวิตตัวเองไปช่วย ไปวุ่นงายกับเขา เลยไม่มีดีกว่า ชอบชีวิตสันโดษ



























Q : สิ่งที่ประทับใจในการมาทำงานครั้งนี้ คืออะไร?
หน่อย : ก็คงเป็นความบันเทิงของนักแสดง ที่เขาเล่นกันน่ารักดี และก็เป็นความรัก นักแสดงเรื่องนี้เขารักกันมากเลย เขามีการรวมตัวนัดกันนอกรอบ ไปเฮฮากัน อย่างเจมส์ก็เป็นอีกลุคนึงเลย มีความสบาย ๆ ขึ้น แรก ๆ ก็มีความเกร็ง ๆ หลัง ๆ เขาเริ่มสนุก แกล้งคน
Q : คิดว่าเสน่ห์อะไรของละครเรื่องนี้ที่แฟน ๆ ไม่ควรพลาด?
หน่อย : เป็นความเคมีที่ดีของกลุ่มนักแสดง ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะต่อกันติด เขาเป็นเพื่อนกันมานาน และเป็นตัวละครที่อยู่ในบ้านเดียวกัน มันก็เสน่ห์ที่น่ารักของพวกเขา และมีผีที่รับเชิญมากมาย ไม่ใช่แค่ผีอาฆาตตัวเดียวแล้วพยาบาท แต่เรื่องนี้ไปเจอผีในที่ต่าง ๆ เยอะแยะ ผีบางตนก็มาแบบแค่แสดงตัว บางตัวก็มาขอความช่วยเหลือ ขอให้พระเอกช่วยปลดปล่อย ก็จะเจอผีหลากหลายเจตจำนง มีทั้งผีซึ้ง ๆ เศร้า ๆ มีทะเล มีผีตลก มีทุกอย่าง มีน้ำตาเบา ๆ ก็มี ยิ้มเบา ๆ ก็มี อยู่ ๆ ก็ตกใจก็มีนิดนึง แต่ไม่ถึงขั้นระทึกขวัญ ดูแล้วต้องปิดหน้าไม่มี เป็นละครฟีลกู๊ด ดูได้ทั้งครอบครัว หน่อยสังเกตลูกเราดูแล้วเขาก็หัวเราะ แล้วบอกว่า ‘แม่ เขาเล่นได้ยังไง มันตลกมากเลย จบแล้วเหรอ ตอนต่อไปมารึยัง’ เราก็เช็คฟีดแบ๊กจากลูก (ยิ้ม) เราก็รู้สึกว่าถ้าเด็กดูได้ก็ตอบโจทย์เรา อยากให้ดูได้ทั้งครอบครัว ให้พ่อแม่ลูกนั่งดูด้วยกันได้ค่ะ ส่วนแง่คิดที่จะได้กลับไป ก็ต้องบอกว่าอย่าไปกลัวผีเลย เขาไม่ได้มาทำอะไรเราหรอก คนต่างหากที่น่ากลัวกว่าผี
เปิดมุมมองคนทำงานเบื้องหลัง ในยุคที่วงการบันเทิงเปลี่ยนไป

Q : อัพเดทผลงานอื่นหน่อย?
หน่อย : มีละคร ‘ซุปตาร์ 2550’ ที่จะเป็นพี่เคนกับพี่แอนมาเจอกัน เรื่องนี้บทมาเกือบครบแล้ว แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ตอนนี้ ยังเปิดกล้องไม่ได้ ก่อนหน้านี้จะฟิตติ้งอยู่แล้ว และมีล็อกดาวน์ เราเลยต้องหยุดไปก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยรอสถานการณ์คลี่คลาย จริง ๆ ก็พร้อมเปิดกล้องแล้วค่ะ
Q : เรื่อง ‘ซุป’ตาร์ 2550’ เห็นว่า “เคน” ขึ้นแท่นเป็นผู้จัดด้วย เรามีส่วนช่วยเขาแค่ไหน?
หน่อย : เรื่องนี้เคนเป็นคนคิดและพัฒนาไปกับพี่ ‘เอกลิขิต (จิระวิทย์ สมบัติศิริ)’ คนเขียนบท ซึ่งอันนี้เขาก็ได้มาทำเบื้องหลังเต็มตัวเรื่องแรก เราก็คุยกันเรื่องนักแสดงและการวางตัวทีมงานต่าง ๆ เราก็ให้คำปรึกษาในแง่ให้เขาสตรอง มันต้องเจอปัญหาเยอะมาก แต่หน่อยก็ยังมีช่วยอยู่
Q : อย่างตัว “หน่อย” มาลงทำงานเบื้องหลังจริงจังหลายปีแล้ว รู้สึกว่ามันต่างจากงานเบื้องหน้ายังไง?
หน่อย : มันไม่เหมือนกันหรอก เป็นนักแสดงสบายสุด เป็นนักแสดงเราก็รับผิดชอบตามบทบาทที่เราได้รับ เขานัด 7 โมง ก็มา 7 โมง ท่องบท ทำการบ้านเรื่องบท และแสดงไปก็จบ ไม่ต้องไปรับผิดชอบวาเขาตัดถึงไหนแล้ว เขาจะส่งเทปให้เราทันมั้ย แต่พอเราเป็นผู้จัดมันมีกระบวนการเยอะกว่านั้น ตั้งแต่เลือกเรื่อง เสนอเรื่อง คัดเลือกนักแสดง ผู้กำกับจะเป็นใคร พอมากระบวนการถ่ายทำก็มีปัญหาจุกจิกมากมายตลอดการถ่ายทำ จบก็ยังมีปัญหาในเรื่องการตัดต่อ มีอะไรให้เราแก้ไขตลอด จนออกอากาศ เราต้องลุ้นอีกว่าสิ่งที่เราทำ คนดูจะชอบมั้ย ชอบเรื่องของเรารึเปล่า มันลุ้นทุกขั้นตอน เหมือนเราถ่ายจบแล้ว แต่มันยังไม่จบ

Q : ความท้าทายของการเป็นผู้จัด ในยุคนี้ที่มีแพลตฟอร์มต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย คืออะไร?
หน่อย : เป็นความท้าทายหนัก ๆ เลยสำหรับผู้จัดยุคนี้ คือเราต้องทำงานให้คนดู แต่เราต้องแข่งกับตอนนี้ที่มีทั้งโซเชียล มีช่องทางให้คนได้ดู ไม่ว่าจะเป็นซีรี่ส์ต่างประเทศก็มีให้คนดูง่ายมาก โหลดแป๊บเดียวก็จะมาให้เราดู สมัยก่อนมันไม่ใช่แบบนี้ ไม่ได้มีทางเลือกขนาดนี้ ก็ถือเป็นความท้าทาย ที่เราต้องทำการบ้านหนักขึ้น ทำงานมากขึ้น
Q : การมาถึงของแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ มีผลต่อการทำละครยังไง ทำให้เราต้องปรับตัวเพื่อให้เข้ากับกลุ่มคนดู ซึ่งอาจเป็นกลุ่มใหม่ ๆ มากน้อยแค่ไหน?
หน่อย : ก็ต้องปรับอยู่แล้ว ตอนนี้มันมีช่องทางเยอะ สมัยก่อนเราก็รอดูละครสด สองทุ่มก็ไปนั่งเปิดทีวีรอ เดี๋ยวนี้ความอยากดูของคนมันลดลง ไม่ทันก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวไปรอดูย้อนหลัง บางคนก็รอดูกระแสก่อน ถ้าบอกว่าดีค่อยมาดูละคร เป็นต้น มันไม่เหมือนสมัยก่อน ที่ไม่มีอะไรชี้นำ เราต้องดูแล้วตัดสินเองว่าชอบหรือไม่ชอบ แต่ตอนนี้คนเขารอคนอื่นตัดสินก่อนว่าเรื่องนี้ไปดูดีมั้ย ค่อยไปดูกัน ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมไป เราก็ต้องปรับตัว
Q : เอาจริง ๆ กลุ่มแฟนละครของ “หน่อย” คิดว่าเป็นกลุ่มไหน?
หน่อย : หน่อยอยากให้ดูได้ทุกวัย ทั้งครอบครัว ผู้ใหญ่ดูได้ เด็กดูแล้วเข้าใจ แล้วขำด้วย หน่อยชอบทำละครให้ดูได้ทั้งครอบครัว ด้วยความที่เรามีครอบครัวมั้ง ก็อยากให้เด็กให้ดูด้วย ได้รู้จักละครไทย ไม่ใช่เด็กจะมาสนใจแค่โลกของเกมออนไลน์ หรือยูทูป มันมีความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ รวมทั้งละครไทยด้วย พอเด็กได้นั่งดูกับพ่อแม่ มันก็เป็นความอบอุ่นในครอบครัว
Q : มีวิธีเลือกทำละครแต่ละเรื่องยังไงให้ตอบโจทย์ทั้งในแง่เรตติ้งและความชอบของเรา ให้เราทำงานอย่างมีความสุข บนความสำเร็จด้วย?
หน่อย : ก่อนหน้านี้หน่อยเคยทำงานอย่างที่ตัวเองอยากทำ แต่สุดท้ายแล้ว หน่อยว่าคนดูสำคัญที่สุด เราต้องทำงานให้คนดูชอบ เราถึงรู้สึกว่าอันนั้นคืองานที่เราอยากทำ ก่อนหน้านี้อาจมีไฟแรงว่าเราต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ว่าสุดท้ายแล้วเราทำในสิ่งที่อยากทำแล้วไม่มีคนดู ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเราทำละครให้คนดู ไม่ได้ทำละครไว้ดูเอง เพราะฉะนั้นคนดูสำคัญที่สุดค่ะ (ยิ้ม)

Q : ในฐานะที่อยู่ในวงการมานานมาก มีมุมมองต่อวงการละครไทยยังไงบ้าง คิดว่ามันมีการพัฒนาไปยังไง?
หน่อย : แน่นอนว่ามันมีความพัฒนามากขึ้น ทั้งในเรื่องของเทคนิค เรื่องราว บางเรื่องคนก็จะบอกว่ามันดูเก่าแล้ว ก็ไม่ยอมรับ เพราะฉะนั้นเราต้องหาอะไรมานำเสนอในรูปแบบใหม่ ๆ ให้คนดู บางทีเรื่องที่เขาแบบรู้แล้ว เขาก็ไม่ชอบก็มี มันขึ้นอยู่กับเวลา จังหวะที่ละครออกอากาศอีก บางเรื่องมันก็เป็นสูตรเดิม ๆ ดูก็รู้แล้วว่าเดี๋ยวอะไรจะเกิดขึ้น แต่กลายเป็นว่ามันก็ได้ คนก็ยังดูแบบนี้อยู่ เช่น เมีย 1 เมีย 2 ผัวเมียตีกัน ก็เป็นละครที่คนดูยังดูอยู่นะ แต่บางช่วงคนก็เบื่อแล้ว เดี๋ยวผัวเมียก็ตีกันอีก คือมันมีปัจจัยหลายอย่างจริง ๆ เยอะมาก ซึ่งเราต้องแก้ไขกันหน้างานให้ตอบโจทย์ ณ ช่วงนั้น ซึ่งอันนี้บางทีมันก็นอกเหนือจากสิ่งที่เราคิดไว้ก็มี เราเคยคิดคนน่าจะชอบแนวนี้ แต่พอถึงเวลาจริง ๆ กลับเป็นคนบอกว่ามีแต่ละครแนวนี้ออกมา เบื่อแล้ว เวลาก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ
Q : ในแง่ความคาดหวัง เคยมองเป้าหมายให้ละครของเราเจาะกลุ่มแฟนต่างประเทศบ้างมั้ย?
หน่อย : ไม่รู้เหมือนกัน ไม่ได้คาดคิด อย่าง ‘ดวงตาที่ 3’ ก็มีฉายพร้อมเน็ตฟลิกซ์ มันก็เป็นความตื่นเต้นนิดนึง เพราะทุกประเทศในแถบนี้จะได้ดูพร้อม ๆ กันเลย ก็เป็นความใหม่สำหรับหน่อยเหมือนกันนะ
Q : คิดว่าคนต่างชาติเข้าใจเรื่องราวในละคร หรือผีของไทยมากน้อยแค่ไหน?
หน่อย : หน่อยเชื่อว่าผีคือสากล (ยิ้ม) เกาหลีเห็นผี ฝรั่งก็เห็นผี อย่างวัฒนธรมไทย อาจมีการเข้าทรง มีอะไรที่แตกต่างกับเขา ก็ลองดูว่าเขาจะอินแค่ไหนค่ะ
เคล็ดลับดูแลความรัก พร้อมย้อนโมเม้นต์วันที่ “เคน” จีบ “หน่อย”

Q : อัพเดทเรื่องครอบครัว เป็นครอบครัวที่อบอุ่นมาก มีวิธีดูแลครอบครัวยังไง?
หน่อย : หน่อยได้เลี้ยงลูกในช่วงที่เขาเป็นเด็กเต็มที่ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา หน่อยไม่ได้รับงานละคร ก็ใช้เวลาอยู่กับเขาก็เลี้ยงเองคนเดียว ก่อนหน้านี้อาจมียายมาช่วย แต่ไม่เคยมีพี่เลี้ยง ไปรับส่งโรงเรียนเองทุกวัน ก็ถือว่าเขาก็ได้ดั่งใจเรา ฟังพ่อแม่ ตอนนี้คนโตก็อายุ 13 เข้าสู่วัยรุ่นเต็มตัว ในความเป็นวัยรุ่นของเขา ถ้าลองฟังคนอื่นที่ลูกเคยเป็นวัยรุ่นมาแล้ว ก็จะเป็นแบบนี้ เราก็มานั่งดูว่าลูกเราไม่ได้เร็วขนาดนั้น ก็โอเค ฮอร์โมนของเขาก็ยังไม่พลุ่งพล่านมาก (ยิ้ม)
Q : ในแง่การครองรักของสามีภรรยา ซึ่งเป็นคู่รักหวานมา 14 ปีแล้ว นับจากแต่งงาน อะไรคือเคล็ดลับในการดูแลความรักของคู่เรา?
หน่อย : ชีวิตมันไม่ได้มีพาร์ทหวานอย่างเดียว แต่ทุกคู่ก็จะมีพาร์ทมีเปรี้ยวเผ็ดบ้าง (หัวเราะ) โน่นนี้ผสมกัน เพียงแต่ว่าเราก็พยายามปรับตัวกัน เรามีอะไรให้เรียนรู้กันทุกวัน 14 ปี มันก็ไม่ได้มีอะไรได้ดั่งใจเราทุกวัน เพราะเราสองคนก็พยายามหยวนใส่กัน ยอมรับกันและกัน ไม่ได้คิดว่าต้องชนะฝ่ายเดียวทุกครั้ง แพ้ก็ต้องยอมรับค่ะ (ยิ้ม) เอาจริง ๆ เหตุผลเราชนะนะ แต่เราก็ต้องยอมแพ้ เราก็แกล้งบ้างก็ได้
Q : ย้อนไปถึงวันที่ “เคน” จีบ “หน่อย” ยังจำโมเม้นต์ตอนนั้นได้มั้ย และคิดมั้ยว่าผู้ชายคนนี้จะดูและเรามานานขนาดนี้?
หน่อย : จำได้ไม่ลืม (ยิ้ม) ก็ไม่คิด ด้วยความต่างของอายุ เราต่างกัน 7 ปี ก็แค่รู้สึกว่ามันจะเป็นไปได้เหรอ เราแบบไม่ได้รู้สึกว่ามันจะมั่นคง ก็คบกันเป็นแฟนกันมา 7 ปี หลังจากนั้นเขาพี่เคนก็บอกว่าเดี๋ยวปีหน้าเราแต่งงานกันนะ เราก็ยังแบบจริงเหรอ แต่ไม่มีโมเม้นต์คุกเข่า มีช่อดอกไม้นะ อยู่ ๆ ขับรถแล้วก็บอกว่าปีหน้าแต่งงานกัน จำได้ว่ารถติด แดดก็ร้อน ตอนประมาณเกือบเที่ยง จะไปกินข้าว แล้วอยู่ ๆ ก็ขอ เราก็คิดว่าจะมีโมเม้นต์ใต้บรรยากาศโรแมตติก แต่ไม่มี (ยิ้ม)

Q : จุดไหนของ “เคน” ที่รู้สึกประทับใจ และคิดว่าเราจะฝากชีวิตกับเขาไว้ได้ จนตัดสินใจแต่งงานด้วย?
หน่อย : ก็หลายอย่างนะ พี่เคนมีความคิดเป็นผู้ใหญ่ เขาอายุเท่านั้นในเวลานั้น ก็มีความโตกว่าอายุในหลายเรื่อง เราก็รู้สึกว่าเขามีความมั่นคง เราก็น่าจะฝากชีวิตกับเขาได้
Q : ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ มีอะไรที่รูสึกประทับใจ “เคน” ไม่เปลี่ยนบ้าง?
หน่อย : ก็เหมือนเดิมหลายอย่าง คือความไม่โรแมนติก แบบเป็นคนที่ไม่ชอบมีซีน ก็ยังเป็นเหมือนเดิม (ยิ้ม) ไม่ชอบอยู่ในสปอร์ตไลฟ์ คือเขาก็ยังเป็นเหมือนเดิมทุกอย่างเลยค่ะ








Q : แปลว่า “หน่อย” โรแมนติกกว่า?
หน่อย : ไม่ พี่เคนก็โรแมนติกกว่า (หัวเราะ) เพียงแต่เขาไม่ใช่คนที่ชอบสร้างซีน ไม่ใช่เล่นใหญ่ในเรื่องนั้น ก็จะแบบรู้ก็กันสองคน
Q : คู่เราเหมือนเป็นอีกคู่ต้นแบบของ “รักต่างวัย” ซึ่งก็พิสูจน์ให้เห็นมาจนถึงวันนี้ เอาจริง ๆ พออายุต่างกัน มันปรับจูนเข้าหากันยากมั้ยในการสร้างครอบครัวด้วยกัน?
หน่อย : มันก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าเปลี่ยนหรือมองว่าแปลก สำหรับเวลาเราไปอยู่ในกลุ่มเพื่อนเขา หรือเขามาอยู่ในกลุ่มเพื่อนเรา ก็ไม่ได้รู้สึก พี่เคนก็ทำตัวเหมือนเรารุ่นเดียวกับเขา กับเพื่อนเขาด้วย และเขาก็ทำตัวเป็นวัยเดียวกับกลุ่มเพื่อนของเราด้วย

Q : แล้วเวลามีความเห็นไม่ตรงกัน คู่เรามีทางออกยังไง?
หน่อย : มีหลายอย่างที่เราต้องยอมแพ้ ทั้งที่เหตุผลเราก็ว่าเหนือกว่านะ (ยิ้ม) แต่บางก็ต้องยอม หยวน ๆ แต่ครั้งหน้าคอยดูนะ เวลาผ่านไปก็จะบอกว่าวันนั้นเธออ่ะผิด แล้วค่อยมาดูกันอีกครั้ง บางทีการเถียงกัน เอาชนะ ณ เวลานั้น มันไม่ใช่ทางออกที่ใช่เสมอไป บางทียอมแพ้ในวันนี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้เธอฟังเหตุผลฉัน ฉันอาจชนะก็ได้
Q : ด้วยความที่เป็นนักแสดงกันทั้งคู่ ในการเข้าฉากหรือการเลือกรับบทอะไร ต้องมีปรึกษากันก่อนมั้ย หรือว่ามีเสรีในเรื่องการรับบงานได้เลย?
หน่อย : จริง ๆ ก็ต่างคนต่างเสรีแหละ แต่ก็ต้องแอบมาคุยกันอยู่แล้วว่า เรื่องต่อไปจะเป็นแบบไหน ยังไง ตัวพี่เคนจะรับอะไร และเรื่องเป็นแบบไหน เขาก็มาถาม แต่สุดท้ายการตัดสินใจ ก็เป็นที่ตัวเขา ตัวหน่อยก็เหมือนกัน มีบทนั้นบทนี้มา แต่สุดท้ายการตัดสินใจก็อยู่ที่เรา
Q : มีเรื่องลิมิตการเลิฟซีนมั้ย?
หน่อย : (ส่ายหน้า) หน่อยว่าทุกคนมีอาชีพเป็นนักแสดง เราก็ต้องทำไปตามบทบาทที่ได้รับ เพราะว่ามันคืออาชีพเรา ค่ะ
การเลี้ยงลูก ในแบบ “คุณแม่หน่อย”

Q : อัพเดทเรื่อง “น้องคุณ” และ “น้องจุน” ตอนนี้เริ่มโตเป็นหนุ่มกันแล้ว ฉายแววเข้าวงการกันบ้างมั้ย?
หน่อย : ตอนนี้ดูไม่ออกหรอก เราไม่รู้ แต่เพียงแค่รู้สึกว่า ‘น้องคุน’ คนโตเขาจะชอบมาอ่านบทเรา ชอบมาดูเทปเรา ชอบมาศึกษา แต่คนเล็กเขาก็ยังเป็นเด็กค่ะ
Q : มีวิธีเลี้ยงลูก ท่ามกลางสปอร์ตไลท์นี้ยังไง ได้บอกลูก ๆ มั้ยว่ามีพ่อแม่เป็นนักแสดง?
หน่อย : ก็พยายามบอกเขาว่าเราไม่มีอภิสิทธิ์อะไร จะพูดเรื่องอภิสิทธิ์ เราอย่าคิดว่าตัวเองเป็นลูกเคน แล้วมีอภิสิทธ์อะไร ซึ่งลูกเองก็ไม่เคยรู้สึกตรงนั้นเลย หน่อยว่าเขาค่อนข้างรู้ว่าเขาต้องดูแลตัวเอง ดูแลพฤติกรรมตัวเองยังไง ซึ่งเราก็บอกเขาตั้งแต่ตอนเล็ก ๆ เลยว่ามีพ่อแม่เป็นดารา เพราะตอนเล็ก ๆ บางทีลูกของเราก็จะโดนครูถามว่า ‘วันนี้คุณพ่อไม่มารับเหรอครับ’ น้องคุณก็จะตอบว่า ‘คุณพ่อไปบิน พ่อเป็นกัปตัน’ ตอนนั้นพ่อเล่นเรื่อง ‘รักคุณเท่าฟ้า’ และแสดงเป็นกัปตัน ตอนหลังหน่อยเลยต้องมาอธิบายว่าพ่อเป็นนักแสดง เพราะตอนเด็ก ๆ เขายังงง ๆ ว่านักแสดงคืออะไร ก็เคยพาไปกองถ่ายว่าเดี๋ยวพ่ออยู่ตรงนี้ แล้วจะไปออกทีวีตรงนี้นะ เขาก็จะค่อย ๆ เรียนรู้ไปมากกว่า ก็บอกเขาหมดว่าพ่อมีอาชีพนี้นะ เราเป็นอาชีพนะ พ่อต้องไปทำงานและการทำงานของพ่อคือการเป็นนักแสดง ก็เหมือนพ่อของเพื่อนน้องคุณ ที่มีอาชีพต่าง ๆ เหมือนกัน ทุกคนก็ต่างมีอาชีพเป็นของตัวเอง ก็จะบอกเขาว่าอย่างอาชีพนักแสดงก็คืออาชีพนึง ไม่ได้บอกเขาว่าเป็นดาราแล้วนู่นนี่ ไม่เคยบอกว่าพ่อแม่เป็นดาราดังแบบนั้นค่ะ

Q : ในแง่การวางตัวของลูก ๆ เราได้มีบอกหรือตีกรอบให้ลูกมากน้อยแค่ไหน?
หน่อย : หน่อยว่าเป็นเรื่องทั่วไปอยู่แล้ว ว่าหน้าที่ ความรับผิดชอบของเด็กต้องมีอะไรบ้าง ความซื่อสัตย์สุจริต การไม่โกหก ตรงนี้เป็นแสตนดาร์ดของเด็กทุกคน อันนี้ลูกควรทำนะ อันนี้ไม่ควรทำนะ มันไม่ดี เดี๋ยวคนจะว่าเราได้
Q : ในฐานะที่เรามีลูกสองคน หลายคนจะมีปัญหาโดนมองว่ารักลูกไม่เท่ากันบ้าง ส่วนตัวมีมุมมองเรื่องนี้ หรือวิธีบอกลูกยังไงให้เขามีความรักและดูแลกัน?
หน่อย : สมัยก่อนอย่างตอนเด็กเราจะพยายามเทค แอคชั่นให้คนโตก่อน เพราะว่าเขารู้เรื่องมากกว่า อย่างเขาห่าง 2 ปี ตอนคนโต 2 ขวบ เราก็ไปหาคนโตก่อน เพราะเขารับรู้แล้ว แต่เบบี๋ยังไม่ได้รับรู้ เราก็ใส่ใจคนโตก่อนเป็นเรื่องปกติ แต่พอโตขึ้นเราก็พยายามบอกเขา เช่น เขาแย่งของเล่นกัน มันก็เป็นเรื่องธรรมชาติอยู่แล้วที่พี่น้องจะแย่งกัน เราจะไม่บอกว่าเป็นพี่ต้องให้น้อง มันไม่ใช่ เพราะพี่จะซัฟเฟอร์ เราจะบอกว่าใครจับก่อน หรือเขายังตัดสินไม่ได้ เราก็จะบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็ไม่ได้เล่นทั้งคู่นะ จะไม่ตัดสินว่าความเป็นพี่หรือน้องมาก่อน ให้ไปด้วยเหตุผล ถ้าเขาจะทะเลาะกัน ก็ให้เข้ามุมทั้งคู่ หลัง ๆ ก็ไม่เห็นเขาทะเลาะกันเลย ก็อยู่ด้วยกันได้ ก็รักกันดีมาก พี่ก็เข้าข้างน้อง น้องก็แอบเข้าข้างพี่ตลอด (ยิ้ม) บางทีก็แบบพ่อลูกเข้าข้างกัน แม่ก็จะเป็นหมาหัวเน่านิดนึง











Q : มองเป้าหมายลูก ๆ ยังไง อยากปั้นให้ลูกเป็นทายาทางการแสดงของเราบ้างมั้ย?
หน่อย : ไม่เลย เราสองคนไม่ได้วางเป้าหมายแบบนั้น เอาให้เขาตอนนี้เป็นเด็กที่อยู่ในวัยนี้ ตอนนี้อายุ 13 แล้ว ให้เขาสมวัย ไปตามวัยของเขา ตอนที่เขาเป็นเด็ก ก็ไม่ได้ไปผลักดันอะไรมาก ปล่อยให้เขามีความสุขในวัยเด็กของเขา ตอนนี้เขาเป็นวัยรุ่นแล้ว เราก็จะเรียนรู้ไปกับเขา พอเขามีอะไรแปลก ๆ ในร่างกาย เขาจะได้มาบอกเรา ก็คุยกัน เราพยายามเลี้ยงให้ลูกเป็นเหมือนเพื่อน ให้เขาปรึกษาเราได้ ไม่ใช่เขากลัว ไม่กล้าคุยกับพ่อแม่ ก็ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น ให้เขามาคุยกับเราได้ทุกเรื่องค่ะ
Q : รวมทั้งเรื่องสาว ๆ ก็มาคุยกับเราได้?
หน่อย : รอแปบนึงแล้วค่อยมาคุยกันนะ (ยิ้มและกัดฟันหนักมาก)
Q : แต่เราไม่ได้ปิดกั้นเรื่องความรักของลูก หรืออยากให้โฟกัสที่เรียนก่อนใช่มั้ย?
หน่อย : ไม่ได้พูดอะไรแบบนั้น แต่เราก็สังเกตลูกเรา ก็ยังไม่ได้มีความลับ ไปนั่งคุยแชตไลน์กับใคร หายไปเลย เขาก็ยังอยู่กับน้องเขา ยังเล่นกับน้องในวัย 11 ซึ่งคุณก็ไม่ได้รู้สึกว่าอย่ามาเล่น รำคาญเด็ก เขายังเล่นกันได้อยู่ เล่นเกมกันสองคน เราก็เออ! ลูกเราก็ยังไม่ได้มีโมเม้นต์เป็นโลกส่วนตัว ต้องไปคุยเพื่อน แต่ถึงตอนนั้นจริง ๆ ก็ต้องยอมรับ เพราะมันก็คือชีวิตของเขาแล้วค่ะ

Q : คำว่า “ครอบครัว” มีความหมายยังไง สำหรับเรา?
หน่อย : สำหรับหน่อยคำว่าครอบครัวมาก่อนเป็นอันดับแรกเลย ถ้าเรามีลูกเราก็ควรดูแลเขา ให้ความรักและอบอุ่นกับเขาอย่างเต็มที่ และหลังจากนั้นพอเขาโตขึ้น ทุกครอบครัวพอลูกโตขึ้นเขาก็ต้องไปมีชีวิตส่วนตัวของเขา เราก็ต้องยอมรับ ทำใจ แต่อย่างนึงคือจะสอนให้เขาดูแลตัวเอง รับผิดชอบชีวิตตัวเองตั้งแต่เด็ก ๆ ด้วยความที่เอาลูกเดินทางไปด้วย เวลาเราเดินทาง ก็บอกเลยว่าตื่นเช้าเวลานี้ ต้องคุยกับเขาก่อน เลยว่าเราต้องขึ้นครื่องบิน ต้องโหลดกะเป๋า เพราะฉะนั้นทุกคนต้องดูแลตัวเอง ช่วยกันดูกระเป๋า ถามว่าเด็ก ๆ แรกๆ ก็มีแบบมีลืมกระเป๋าทั้งใบบนเครื่องบิน เราก็จะบอกเขาเห็นมั้ย! เวลาแม่บอให้ดู ลูกต้องรับผิดชอบ หน่อยจะไม่แบบเดี๋ยวไปซื้อให้ใหม่ แต่จะบอกว่ามันหายไปแล้ว ต่อไปลูกก็ต้องรับผิดชอบ ต้องดูแล ถ้ามีอะไรมาเขาก็จะค่อย ๆ เรียนรู้และดูแลไปว่าเขาต้องรับผิดชอบ หรือเรื่องการกิน เขาบอกว่าไม่หิว พอกลางคืนมาหิว เราก็จะบอกว่าไม่มีอะไรให้กินแล้วนะ เพราะตอนเย็นบอกให้กินแล้วลูกไม่กิน เราต้องรู้จักรักษาเวลา อยู่ในกฎระเบียบ อยู่ในสังคมก็ค่อย ๆ ให้เขาเรียนรู้ไป พอถึงเวลากินก็กินและกินให้หมดด้วยค่ะ
Q : เราไม่ได้มาเป็นแนวสปอยล์ ใช้เงินซื้อความสุขให้ลูก?
หน่อย : ใช่ เราไม่ได้เป็นแนวนั้น แต่ก็แล้วแต่นะ อันนั้นถือเป็นความสุขของแต่ละครอบครัว เราก็ไม่ได้ว่ากัน แต่ของหน่อยลูกจะได้ของเล่น ก็ต่อเมื่อวันเกิด หรืออยากได้อะไร ก็จะบอกเขา อันไหนที่ได้มาง่าย หน่อยก็จะบอกเขาว่าอันนี้พอได้มาก็เบื่อแล้ว เพราะฉะนั้นแม่ก็จะไม่ซื้ออะไรให้แล้ว ให้เขารู้คุณค่าของของที่เขาได้มาค่ะ
Q : ฝากถึงแฟน ๆ อีกครั้ง?
หน่อย : ก็ฝาก ‘ดวงตาที่ 3’ ด้วย อยากให้ติดตามกัน ถ้าดูสด สนุกสุดค่ะ มันจะได้บรรยากาศเก่าๆ กลับมา และขอบคุณทุกคนที่คอยสนับสนุนเรา ก็ขอบคุณทุกคนเลยค่ะ
เรียกว่าเป็นการเปิดใจครบรส ให้แฟน ๆ ได้รู้จักความเป็น “หน่อย – บุษกร” ทั้งในแง่มุมเรื่องงานและครอบครัวแบบจัดเต็มเลยทีเดียว
ภาพ : IG kun_jun



