เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันหลายพื้นที่ของจังหวัดอุทัยธานี ยังคงเกิดฝนทิ้งช่วงยาวนาน แม้ขณะนี้จะเข้าสู่ฤดูฝนแล้วก็ตาม แต่แทบทุกพื้นที่ยังคงไม่มีน้ำเพียงพอที่จะทำการเกษตร โดยเฉพาะฤดูกาลทำนาปี ที่ตอนนี้เกษตรกรชาวนาหลายอำเภอยังคงไม่สามารถทำนากันได้ ส่วนเกษตรกรบางพื้นที่ที่ตัดสินใจลงทุนทำนา ก็พบว่าขณะนี้ต้องเร่งหาแหล่งน้ำเข้ามากักเก็บใส่ในพื้นที่นาข้าวและแหล่งน้ำของตัวเอง เพื่อช่วยพยุงนาข้าวที่ปลูกไว้ให้รอด ไปจนถึงเก็บเกี่ยว

อย่างเช่นอำเภอสว่างอารมณ์ ตำบลบ่อยาง และตำบลไผ่เขียว บางส่วน พบว่าในช่วงนี้ เกษตรกรชาวนาพากันเร่งสูบน้ำที่ไหลมาตามลำคลอง เพื่อเอาไปช่วยหล่อเลี้ยงนาข้าวที่ลงมือเพาะปลูกกันไว้ รวมแล้วประมาณกว่า 3,000 ไร่ ต้องเร่งหาแหล่งน้ำเข้ามาหล่อเลี้ยงต้นข้าวของตัวเอง หลังในพื้นที่ไม่มีฝนตกลงมามากพอที่จะหล่อเลี้ยงนาข้าวได้ จนทำให้ข้าวนั้นเสี่ยงยืนต้นตาย ทำให้ทางองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อยาง ต้องขอสนับสนุนจากโครงการชลประจังหวัดนครสวรรค์ ให้ช่วยปล่อยน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองโพธิ์ อำเภอแม่เปิน โดยได้มีการสนับสนุนปริมาณน้ำมาจำนวน 15 ล้านลูกบาศก์เมตร ลงมาช่วย แต่ยังคงไม่มากพอที่จะช่วยพื้นที่การเกษตรได้อย่างทั่วถึง ประกอบกับที่อ่างคลองโพธิ์นั้น ตอนนี้ก็เหลือน้ำใช้การได้เพียง 1.06 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 1.49 เท่านั้น จึงไม่สามารถปล่อยลงมาช่วยเพิ่มได้อีกแล้ว เพราะจะต้องสงวนไว้ใช้ในการอุปโภค บริโภคเท่านั้น

โดย นายมานพ นฤคนธ์ เล่าว่า ตอนนี้ชาวนาในพื้นที่ต่างคนต่างระดมเร่งตั้งเครื่องสูบน้ำจากลำเหมืองที่ชลประทานปล่อยลงมาช่วย เพื่อนำไปเลี้ยงต้นข้าวที่ปลูกกันไว้ เพราะไม่คาดคิดว่าฝนจะทิ้งช่วงยาวนานขนาดนี้ อย่างของตนเองนั้น ปลูกข้าวพันธุ์ 49 ระยะเวลา 120 วัน หรือ 4 เดือน ซึ่งตอนนี้ข้าวได้อายุ 1 เดือนกว่าแล้ว ส่วนพื้นที่นาข้าวที่อยู่ท้ายน้ำนั้น ก็แทบจะไม่เหลือน้ำให้สูบแล้ว ทำให้ตอนนี้ คนที่ทำนากันไว้ต้องทำใจยอมรับ เสี่ยงดวงกันว่าจะมีฝนตกลงมาช่วยให้นาข้าวรอดไปจนถึงเก็บเกี่ยวกันได้หรือไม่ ซึ่งครั้งนี้แต่ละรายก็ลงทุนทำนากันไปเยอะมาก อย่างตนเองนั้นทำนา 19 ไร่ ก็จ่ายเงินลงทุนไป 2 หมื่นกว่าบาทแล้ว

นายนนท์ เขตกรณ์ เกษตรกรชาวนาในพื้นที่ตำบลบ่อยาง เล่าว่า ตอนนี้เกษตรกรที่ทำนาปลูกข้าวต่างประสบกับปัญหาภัยแล้ง นาข้าวที่ปลูกกันไว้ได้ประมาณ 1 เดือนนั้น เริ่มทยอยแห้งลง และมียืนต้นตายกันแล้วบ้างในบางที่ ซึ่งตอนนี้เราได้ไปขอให้มีการปล่อยน้ำจากคลองโพธิ์ ลงมาช่วย ซึ่งตอนนี้ก็เป็นครั้งที่ 2 แล้ว ที่มีการปล่อยน้ำลงมา รอบแรก 30 ล้านลูกบาศก์เมตร และรอบที่สองนี้อีกจำนวน 15 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ด้วยพื้นที่นาข้าวของตนเองนั้นอยู่ท้ายน้ำของเขื่อน จึงทำให้ได้น้ำช้ากว่าราว 2 อาทิตย์ ตั้งแต่ปล่อยลงมา ทำให้ต้องคอยพากันไปเปิดช่วงประตูระบายน้ำระหว่าง 2 ตำบล เพราะจะมีการปิดเปิดกันระหว่างชาวนา 2 ตำบล เพราะต่างคนต่างก็ต้องแย่งกันสูบเข้าพื้นที่นาของตัวเอง ทำให้พื้นที่ท้ายน้ำก็แทบจะไม่เหลือน้ำให้สูบกัน ซึ่งหากปีนี้น้ำไม่เพียงพอ นาข้าวที่ปลูกกันไว้ก็คงจะเสียหายกันเยอะมาก.