เมื่อวันที่ 1 เม.ย. รายการโหนกระแสวันนี้ พูดคุยกรณีที่ ‘คุณมิ้น’ ร้องเรียนต่อสื่อว่าถูกทหารอากาศซึ่งเป็นนักบิน เทงานแต่ง อ้างว่าต้องไว้ทุกข์ให้อาม่า 3 ปี ก่อนจะติดต่อไม่ได้ ยึดทรัพย์สินทั้งหมดที่ผ่อนร่วมกัน พอขอเคลียร์เรื่องเงิน แม่กับพี่สาวฝ่ายชายบอกให้เจ๊ากันไปกับค่าโบท็อกซ์ และทวงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เคยใช้ตอนอยู่ร่วมกันอีกจำนวนมาก

คุณมิ้น เล่าว่า ตนเองทำธุรกิจออนไลน์ รู้จักกับฝ่ายชายผ่านแอปหาคู่ในปี พ.ศ. 2564 แต่ในช่วงแรกยังไม่ได้สานสัมพันธ์กัน จนกระทั่งได้กลับมาคุยกันอีกรอบในช่วงเดือน ธ.ค. 2564 เนื่องจากเพื่อนของตนคบหากับเพื่อนสนิทของฝ่ายชาย

หลังจากนั้นก็เริ่มคบหาดูใจกันอย่างจริงจัง มีการไปมาหาสู่และพาไปแนะนำให้ครอบครัวรู้จัก จนกระทั่งได้ใช้ชีวิตอยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยาที่บ้านพักข้าราชการของฝ่ายชาย ซึ่งทางหน่วยงานและครอบครัวของทั้งสองฝ่ายต่างรับรู้ถึงความสัมพันธ์นี้

ในระหว่างที่คบหากัน ได้มีการสร้างทรัพย์สินร่วมกัน เริ่มจากการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า โดยใช้ชื่อฝ่ายชายเป็นผู้กู้ เนื่องจากตนทำธุรกิจออนไลน์ ซึ่งกู้ได้ยากกว่า ฝ่ายชายเป็นคนจ่ายเงินดาวน์จำนวน 300,000 บาท ส่วนฝ่ายหญิงเป็นคนช่วยผ่อนชำระค่างวด โดยโอนเงินเข้าธนาคารโดยตรง ซึ่งฝ่ายหญิงยืนยันว่ามีหลักฐานการโอนเงินที่รวบรวมไว้ เป็นจำนวนเงินประมาณ 150,000 บาท

ต่อมาได้มีการปิดบัญชีรถคันดังกล่าวเพื่อไปกู้ซื้อบ้านในกรุงเทพฯ ราคา 5 ล้านบาท โดยกู้เต็มจำนวนในชื่อฝ่ายชาย แต่ฝ่ายหญิงทำประกันบ้านเป็นชื่อของตนเองและช่วยซัพพอร์ตค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น การซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้านใหม่ และการโอนเงินช่วยผ่อนบ้านเป็นบางเดือนตามกำลังที่มี

มีการวางแผนแต่งงานในช่วง พ.ย. 2568 ตามฤกษ์สะดวกของฝ่ายชาย โดยฝ่ายหญิงตกลงจะเป็นคนรับผิดชอบค่าจัดงานแต่งงานทั้งหมดเอง ไม่มีการเรียกสินสอด และขอเพียงแหวนหมั้นจากฝ่ายชายเพียงวงเดียว เนื่องจากไม่ต้องการให้ครอบครัวฝ่ายชายมองว่าตนเองอยากได้ทรัพย์สินของฝ่ายชาย

แต่ปรากฏว่าในช่วงเดือน ธ.ค. 2567 เริ่มเกิดปัญหา เมื่อฝ่ายชายถูกครอบครัวเรียกไปคุยเรื่องงานแต่งงานเพียงลำพัง และกลับมาแจ้งตนว่ายังไม่สามารถแต่งงานได้ โดยขอเลื่อนออกไปอีก 3 ปี เพื่อไว้ทุกข์ให้อาม่าที่เสียชีวิตไปนานแล้ว แต่ฝ่ายชายได้แสดงความจริงใจด้วยการจะจดทะเบียนสมรส

ในวันที่ 4 ม.ค. 2568 ทั้งคู่ได้เดินทางไปที่ที่ว่าการอำเภอ และกำลังจะลงนามในเอกสาร แต่แม่ของฝ่ายชายได้โทรศัพท์มาสั่งให้ฝ่ายชายหยุดจดทะเบียน และให้เดินทางกลับบ้านทันที ฝ่ายชายจึงหยิบบัตรประชาชนคืนและทิ้งตนไว้ที่อำเภอ

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ฝ่ายชายได้ขาดการติดต่อไป และมีความพยายามที่จะเจรจาเรื่องหนี้สิน โดยทางแม่ของฝ่ายชายอ้างว่าขอหักลบกลบหนี้กับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ฝ่ายชายเคยจ่ายให้ฝ่ายหญิง เช่น ค่าฉีดโบท็อกซ์ 15,000 บาท, ค่าโทรศัพท์, ค่าจักรยานไฟฟ้าของลูกสาวฝ่ายหญิง และหนี้สินอื่น ๆ

ทนายของฝ่ายชายได้ส่งเอกสารชี้แจงไปยังต้นสังกัด และอนุญาตให้นำมาเผยแพร่ในรายการได้ โดยระบุว่า ตนเองกับฝ่ายหญิงคบหาดูใจกันตั้งแต่ปี 2565 ถึง ม.ค. 2568 รวมระยะเวลาประมาณ 3 ปี โดยไม่ได้มีการจดทะเบียนสมรสกันแต่อย่างใด

ตลอดเวลาที่คบกัน ฝ่ายหญิงเป็นคนย้ายเข้ามาอาศัยในบ้านพักภายในเขตกองบินเองตั้งแต่ช่วงโควิด-19 และฝ่ายชายอ้างว่าเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายภายในบ้านเกือบทั้งหมด นอกจากนี้ฝ่ายชายยังระบุว่าตนเองพยายามยุติความสัมพันธ์มาแล้วหลายครั้ง เนื่องจากทัศนคติและการใช้ชีวิตไม่ตรงกัน แต่มีอุปสรรคเรื่องหนี้สินรถยนต์ที่ผูกพันกันอยู่ และฝ่ายหญิงมักหลีกเลี่ยงการเจรจา

ในประเด็นเรื่องการแต่งงาน ฝ่ายชายยืนยันว่าไม่เคยมีการสู่ขอ ไม่เคยกำหนดวัน หรือตกลงเรื่องการแต่งงานอย่างเป็นทางการ การเตรียมงานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการไปหาพระเพื่อขอฤกษ์ยาม การหาสถานที่จัดงาน หรือการโพสต์ข้อความ “Yes I do” ในสื่อออนไลน์ ล้วนเป็นการดำเนินการของฝ่ายหญิงเพียงฝ่ายเดียว โดยที่ฝ่ายชายไม่ได้ขอแต่งงาน ส่วนรูปถ่ายที่ จ.น่าน ที่ฝ่ายหญิงอ้างว่าเป็นพรีเวดดิ้งนั้น ฝ่ายชายโต้แย้งว่าเป็นเพียงการไปท่องเที่ยวและถ่ายรูปด้วยโทรศัพท์มือถือทั่วไปเท่านั้น โดยในตอนแรกครอบครัวฝ่ายชายเสนอให้จัดงานช่วงต้นปี พ.ศ. 2570 แต่ฝ่ายหญิงยืนยันจะแต่งปลายปี พ.ศ. 2568 และขู่ว่าจะเลิกหากไม่ได้ตามกำหนด

สำหรับเรื่องทรัพย์สินและหนี้สินนั้น ฝ่ายชายชี้แจงว่า รถยนต์ไฟฟ้ากู้ซื้อในชื่อของตน เพื่อช่วยเหลือฝ่ายหญิงที่มีปัญหาเรื่องเครดิต โดยในตอนแรกตกลงกันว่าฝ่ายหญิงจะเป็นคนดาวน์ แต่ทำไม่ได้ตามที่ตกลง จึงได้ยืมเงินออมของฝ่ายชายจำนวน 300,000 บาทไปดาวน์รถ แม้ฝ่ายหญิงจะช่วยผ่อนจริงประมาณ 150,000 บาท แต่ต่อมาในเดือน มี.ค. 2567 ฝ่ายชายต้องปิดยอดรถคันนี้ด้วยเงินกว่า 685,000 บาท โดยยืมเงินพี่สาวมา 500,000 บาท เพื่อให้ตนเองกู้ซื้อบ้านได้ ฝ่ายหญิงอ้างว่าจะนำเงินมาคืนเพื่อรับโอนรถไป แต่กลับผ่อนคืนมาเพียง 3 งวด รวมเป็นเงิน 45,000 บาทเท่านั้น อีกทั้งฝ่ายชายยังระบุว่า ฝ่ายหญิงได้บิดเบือนข้อเท็จจริงในสื่อออนไลน์ ว่าซื้อรถด้วยเงินสด 100%

ส่วนเรื่องบ้านในกรุงเทพฯ ฝ่ายชายยืนยันว่าเป็นคนกู้ซื้อและรับภาระผ่อนชำระรวมถึงค่าเฟอร์นิเจอร์เพียงผู้เดียว โดยปฏิเสธข้ออ้างของฝ่ายหญิงที่ว่า ฝ่ายหญิงนำเงินจากการขายที่ดินมาช่วยซื้อบ้านหลายล้านบาท

นอกจากนี้ฝ่ายชายยังได้รวบรวมหนี้สินอื่น ๆ ที่ฝ่ายหญิงเคยหยิบยืมไประหว่างคบหา ซึ่งยังไม่มีการชำระคืน รวมเป็นเงิน 217,000 บาท ประกอบด้วยค่าต่อเติมห้องน้ำบ้านฝ่ายหญิง 120,000 บาท, ค่าโทรศัพท์ 28,000 บาท, เงินสด 18,000 บาท, ค่าจักรยานไฟฟ้าให้ลูกสาวฝ่ายหญิง 10,000 บาท, เงินให้เพื่อนกู้ 16,000 บาท, ค่าหัตถการเสริมความงาม 15,000 บาท และค่าของใช้อีก 10,000 บาท ทั้งยังระบุว่าฝ่ายหญิงปิดบังสถานะว่าเคยมีครอบครัวและมีลูกมาก่อน

เหตุการณ์ ณ ที่ว่าการอำเภอนั้น ฝ่ายชายอ้างว่าถูกฝ่ายหญิงใช้การขู่ทำร้ายตัวเองเพื่อบีบบังคับให้ไปจดทะเบียนสมรส จึงจำยอมเดินทางไปเพื่อประคองสถานการณ์ แต่เมื่อไปถึงแล้วพบความผิดปกติ เหมือนมีการนัดแนะเจ้าหน้าที่และเตรียมพยานไว้ล่วงหน้า จึงปฏิเสธที่จะจดทะเบียน

ฝ่ายชายยังระบุอีกว่า ฝ่ายหญิงพยายามทำร้ายตัวเองหลายครั้ง ซึ่งฝ่ายชายก็ได้เข้าช่วยเหลือและนำส่งโรงพยาบาลทุกครั้ง ท้ายที่สุดฝ่ายชายอ้างว่าได้มีการเจรจาผ่านพี่สาวเพื่อหักลบกลบหนี้ระหว่างค่าเงินงวดรถที่ฝ่ายหญิงเคยผ่อนกับหนี้สินที่ฝ่ายหญิงค้างชำระตนเองไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่เดือน ก.พ. 2568 เพื่อเป็นการยุติปัญหาทั้งหมด

เมื่อได้ฟังคำโต้แย้งและชี้แจงจากฝ่ายชาย คุณมิ้นได้พูดทำนองตัดพ้อว่า ทุกเม็ดเลย พอเลิกกันก็เป็นหนี้ ทั้ง ๆ ที่ตอนคบกันก็ไม่เคยทวง และในส่วนที่ตนให้ฝ่ายชายไป ตนก็ไม่ทวงคืน ตนต้องการเพียงเงิน 150,000 บาทคืน ซึ่งเป็นเงินที่ตนได้ผ่อนรถด้วยการจ่ายเข้าธนาคารโดยตรง แม้ว่าความจริงจะผ่อนทรัพย์ที่มีร่วมกันไปประมาณ 400,000 บาทก็ตาม

เรื่องที่เคยมีครอบครัวและมีลูกมาก่อน ฝ่ายชายก็ทราบแต่แรก ตนเป็นคนบอกเอง ฝ่ายชายไปบ้านของตนประจำและรู้จักลูกสาวของตนดี การเตรียมงานแต่งงาน ครอบครัวฝ่ายชายก็รับรู้ มีหลักฐานการคุยกัน

เรื่องทำร้ายตัวเอง ตนยอมรับว่าทำจริง เพราะความเครียดที่อยู่ ๆ ฝ่ายชายก็หายเงียบไป ไม่มาคุย ไม่มาเคลียร์ จะให้ตนทำอย่างไร

รายการได้ติดต่อไปยัง พลอากาศโท จักกฤต ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ ซึ่งได้ให้ชี้แจงว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องความสัมพันธ์ส่วนบุคคล และข้อพิพาททางแพ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวกับภารกิจของกองทัพอากาศโดยตรง แต่ทั้งนี้ทางกองทัพได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และย้ำว่าหากพบการผิดวินัยหรือจริยธรรมข้าราชการ ก็จะดำเนินการตามระเบียบอย่างเด็ดขาด แต่ในส่วนของหนี้สิน แนะนำให้ทั้งสองฝ่ายใช้กระบวนการทางกฎหมายหรือศาลยุติธรรมในการตัดสิน เนื่องจากกองทัพไม่มีอำนาจชี้ขาดในเรื่องส่วนบุคคล

ขอบคุณโหนกระแส