วันนี้ (24 มิ.ย.) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายการเงิน พิจารณาในเรื่องดอกเบี้ยนโยบายที่ปัจจุบันอยู่ที่ 1% ต่อปี และมีการประเมินเศรษฐกิจไทยใหม่ โดยจะเผยแพร่ผลประชุมในเวลา 14.00 น. และแถลงรายละเอียดเพิ่มเติม โดย นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ในฐานะเลขานุการ กนง. ในเวลา 14.30 น.
“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” คาด กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ในการประชุมวันที่ 24 มิ.ย. 69 เพื่อรอประเมินทิศทางเงินเฟ้อและเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า หลังตัวเลขเงินเฟ้อเดือน พ.ค. เร่งขึ้นน้อยกว่าคาดและเศรษฐกิจไตรมาส 1/2569 ยังขยายตัวดี
โดยมองแรงกดดันเงินเฟ้อมาจากปัจจัยฝั่งอุปทานและชั่วคราว ขณะที่ ทิศทางเศรษฐกิจครึ่งหลังของปี 69 ยังได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานในตลาดโลกที่สูงแต่มาตรการภาครัฐช่วยประคองภาพรวมการขยายตัว
กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดปี 2569 และโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยยังมีจำกัด เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% ในปัจจุบันเหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ โดยคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยปี 2569 จะอยู่ที่ 3.1% และเร่งขึ้นสูงสุดในช่วงไตรมาส 3-4 ก่อนทยอยชะลอลงในปี 2570 ภายใต้สมมุติฐานสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ยกระดับรุนแรงไปกว่านี้และทยอยคลี่คลายลง
นอกจากนี้ แม้เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ แต่การฟื้นตัวยังคงมีลักษณะไม่ทั่วถึง (K-shaped) และยังเปราะบางต่อความเสี่ยงจากภายนอกประเทศ ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะยิ่งซ้ำเติมอุปสงค์ในประเทศ ในขณะเดียวกัน การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอาจมีประสิทธิผลจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% ไปตลอดทั้งปีนี้
“SCB EIC” ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปี 2569 โดยแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้นมีที่มาจากปัจจัยอุปทานเป็นสำคัญ และการคาดการณ์เงินเฟ้อของประชาชนและภาคธุรกิจในระยะยาวยังไม่ถูกกระทบ
ทั้งนี้ SCB EIC คาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปีนี้จะปรับลดลงจากมุมมองเดิมเหลือ 2.6% อยู่ในกรอบเป้าหมายได้ หลังสถานการณ์สงครามคลี่คลายช่วยให้ราคาพลังงานปรับลดลง ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีเสถียรภาพด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง จึงไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อและค่าเงินอ่อนค่าเช่นที่เกิดขึ้นกับบางประเทศในภูมิภาค
แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ภาวะการเงินโดยรวมยังตึงตัว โดยเฉพาะต่อลูกหนี้รายย่อยและเอสเอ็มอี จากรายได้ที่ชะลอลง และความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ตามความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ที่ด้อยลง ทำให้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี ควบคู่กับมาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มสภาพคล่องและประคับประคองเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
“ธนาคารกรุงศรีอยุธยา” ประเมิน กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในการประชุมวันที่ 24 มิ.ย. เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อส่วนใหญ่มาจากฝั่งอุปทาน ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจยังคงมีความเสี่ยงด้านต่ำ จึงมีเหตุผลจำกัดในการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เว้นแต่เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและทะลุกรอบเป้าหมายต่อเนื่องในระยะข้างหน้า



