นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงานคนใหม่ ฉายภาพถึงแนวนโยบายกระทรวงพลังงานว่า ยอมรับตรงไปตรงมา ผมต้องเผชิญงานหนักทันทีหลังเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งผมได้เริ่มหารือกับนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับแนวทางแก้ปัญหาพลังงานแล้ว และยืนยันชัดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแนวทางการบริหารอย่างแน่นอน แม้ขณะนี้ยังติดข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 185 ทำให้ยังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มรูปแบบ
ทั้งนี้ปัญหาเร่งด่วนมี 2 ประเด็นใหญ่ คือ ราคาน้ำมัน และค่าไฟแพง โดยในส่วนของน้ำมันนั้น ปัญหาไม่ได้มีเพียงราคาที่สูงขึ้นตามตลาดโลกเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นน้ำมันขาดแคลน ทำไมน้ำมันไม่มีเติม ในบางพื้นที่ ทั้งที่ข้อมูลระบุว่าประเทศมีน้ำมันสำรองและกำลังการกลั่นเพียงพอ ผลิตเกินกำลังกว่า 10 ล้านลิตร
จึงตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาอาจเกิดจากความไม่โปร่งใสของระบบกระจายสินค้า เชื่อว่า น้ำมันมีไอ้โม่ง โดยจะไปมุ่งเป้ากลุ่มจ๊อบเบอร์ ตามมาตรา 10 รายใหญ่ๆ 10 เจ้าแรก จากทั้งหมด 100 กว่าเจ้า จะเข้าไปดู รวมถึงกลุ่มผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ตามมาตรา 7 ด้วย
“เชื่อว่า มีการกักตุนเก็งกำไร ผมเตือนไว้เลย อยู่ในเรดาร์ทั้งหมด ต้องอย่าลืมน้ำมันกักตุนไว้ตอนราคาสูงๆ แต่น้ำมันมีขึ้นมีลง เวลาลงขึ้นมาฝันร้ายแน่นอน และถึงมีกำไร ก็ต้องไปใช้ในคุก เพราะเคยทำมาแล้วของทีมสุดซอย ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ใครสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน โดนสุดซอย สุดถังแน่“
จุดบอดคือระบบข้อมูลด้านพลังงานของไทยยังขาดรายละเอียดสำคัญ มีเพียงตัวเลขปริมาณสำรองรายเดือน แต่ไม่มีข้อมูลการไหลของน้ำมัน ตั้งแต่โรงกลั่น คลังน้ำมัน ผู้ค้ารายใหญ่ ไปจนถึงสถานีบริการ ซึ่งควรมีการเปิดเผยข้อมูลแบบรายวันหรือใกล้เคียงเรียลไทม์ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าน้ำมันอยู่ในจุดใด และป้องกันการกักตุนหรือการรั่วไหลทุกอย่างแก้ได้ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า ข้อมูลกรมธุรกิจพลังงานที่ก่อตั้งมานาน มีข้อมูลน้อยมาก เราควรจะมีข้อมูลภาพรวม 2 ชุด มีน้ำมันเข้ามาเท่าไหร่ กลั่นเท่าไหร่ ประชาชนจะได้เห็นว่ารั่วไหลตรงไหน ถ้าถูกส่งออกมาไม่ถึง 10 ล้านลิตร จะไปอยู่ตรงไหน
อีกประเด็นสำคัญคือการทำงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งถูกวิจารณ์เรื่องความไม่โปร่งใส โดยเฉพาะการประกาศราคาหรือมาตรการในช่วงเวลากลางดึกที่สร้างความสับสน และความตื่นตระหนกให้ประชาชนนั้น มองว่า การแก้ปัญหาในภาวะวิกฤติต้องอาศัยความโปร่งใส เป็นหัวใจสำคัญ มากกว่าการยึดติดกับการอ้างอิงราคาตลาดต่างประเทศแบบวันต่อวัน
“เรื่องประกาศราคาน้ำมันในช่วงกลางคืน เรื่องนี้ก็ต้องไปดู เพราะทำให้ประชาชนตื่นตระหนก ถ้ามันลดราคา 4 ทุ่ม 5 ทุ่ม ก็ไม่มีใครว่า ถือว่า ทำให้นอนหลับฝันดี แต่ที่ผ่านมาโดนประชาชนต่อว่า มาประกาศตอนกลางคืนขึ้นตู้มเดียว เหมือนเป็นการลักหลับ เพราะฉะนั้นต่อไปถ้าจะประกาศกลางคืน เป็นเรื่องฝันดีดีกว่าลักหลับ”
เวลานี้ยาที่จะรักษาความตื่นตระหนกคือความโปร่งใส การทำงานและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ต้องโปร่งใสมากขึ้น แม้ที่ผ่านมาจะบอกว่าอัปเดต รอตลาดสิงคโปร์ ซึ่งผมมองว่าดึกไป ยังไม่ต้องสัญญาณจากสิงคโปร์ก็ได้ เพราะสิ่งที่ทำอยู่ ราคาของเราห่างจากสิงคโปร์เยอะมาก ผมมองว่ากลไกบ้านเราที่ดูจากราคาทุกส่วน ราคาน้ำมันดิบยังวิ่งไล่ตามราคาสำเร็จรูปที่ขึ้นสูงกว่า
นอกจากนี้ สิ่งที่จะต้องทำทันทีคือ การกำหนดกรอบค่าการกลั่น ที่ปรับตัวสูงผิดปกติ จากเดิมเฉลี่ยประมาณลิตรละ 2-3 บาท แต่ปัจจุบันพุ่งขึ้นไปถึงลิตรละ 7-13 บาท เกินกว่าความเหมาะสมในภาวะวิกฤติ จึงเสนอให้มีการกำหนดเพดานทบทวนกลไก ให้ความเป็นธรรมมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการได้กำไรเกินควร แต่ถ้าช่วงไหน ค่าการกลั่นถูกผิดปกติ ก็ต้องช่วยเหลือโรงกลั่นด้วยเช่นกัน เพราะการทำธุรกิจ ต้องมีกำไร แต่กำไรต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม หากสามารถลดค่าการกลั่นได้ ควรนำไปลดราคาน้ำมันให้ประชาชน เป็นลำดับแรกเรื่องนี้ต้องกล้าทุบ
“ในระยะยาวมองเรื่องการจัดตั้งคลังน้ำมันสำรองของชาติ แทนระบบปัจจุบันที่ให้เอกชนเป็นผู้สำรอง เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในยามวิกฤติ พร้อมส่งสัญญาณถึงผู้ที่กักตุนเก็งกำไรว่า ราคาน้ำมันไม่ได้มีแต่ขาขึ้น และนโยบายใหม่อาจทำให้ราคาปรับลดลงได้ในอนาคต”



