เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระแรก วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า หากพูดถึงโครงการรัฐที่ใช้งบ เราจะพูดถึงโครงการก่อสร้าง โครงสร้างถนน ก่อสร้างเขื่อน แต่ปัจจุบันยังรวมไปถึงโครงการในโลกดิจิทัลที่อาจมองด้วยตาเปล่ายากขึ้น อย่างอภิมหาโครงการ หรือเมกะโปรเจกต์ เรื่องแพลตฟอร์มการเรียนรู้หลักหมื่นล้าน ซึ่งถูกริเริ่มตั้งแต่ที่พรรคภูมิใจไทย บริหารกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และยังคงปรากฏอยู่งบปี 70  

นายพริษฐ์ ยกตัวอย่างโครงการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา anywhere anytime งบประมาณ 17,305 ล้านบาท ประกอบไปด้วยการเรียนการสอนของเด็กประถม และมัธยม รวมไปถึงการแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนม.ปลาย 500,000 คนขึ้นไป, โครงการ skill credit portfolio ของประถมและมัธยม 3,159 ล้านบาท ของกระทรวงศึกษาธิการ, โครงการ Skill Credit Portfolio ของนักศึกษา ของกระทรวง อว. งบประมาณ 5,414 ล้านบาท และโครงการระบบคลังหน่วยกิต Nation of credit Bank ของกระทรวง อว. งบประมาณ 384 ล้านบาท

นายพริษฐ์ ระบุว่า หากนับเฉพาะ 4 โครงการเมกะโปรเจกต์ แพลตฟอร์มการเรียนรู้ ใช้งบประมาณรวมกันถึง 26,262 กว่าล้านบาท ซึ่งเทียบเท่ากับงบประมาณในการสร้างตึก สตง. 10 ตึก เทียบเท่ากับงบประจำปีของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวฯ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงพลังงาน ทั้ง 5 กระทรวงรวมกัน

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ ต้องไปดูผลการดำเนินการของโครงการที่ทำไปแล้ว อย่างการพัฒนาแพลตฟอร์ม NDLP ใช้เวลาพัฒนามาแล้ว 20 กว่าเดือน และกำลังใช้นำร่องในโรงเรียน 20 กว่าแห่ง โดยเสียงสะท้อนที่ได้มา อาจไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่เสียไป คลิปการสอนไม่ครบ รวมไปถึงระบบการช่วยเหลือสนับสนุนก็ล่าช้า กว่าจะรอส่วนกลางแก้ไข ก็เป็นเดือน ซึ่งตนเองมองว่ารัฐบาลต้องตอบให้ชัดว่าเหตุใดการดำเนินการที่ผ่านมาของเมกะโปรเจกต์นี้ถึงมีความตะกุกตะกักขนาดนี้ ซึ่งมาจากความไม่ชัดเจนของนโยบาย

รัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะ รมว.ศึกษาธิการ ยังไม่ได้ฉายภาพให้เราเห็นชัดว่าตั้งใจจะใช้ประโยชน์อย่างไรกับเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ จากเทคโนโลยีด้านการศึกษา หลายครั้งก็กลับไปกลับมาหลายเรื่อง อย่างปัญหาการจัดกระจายงบประมาณที่จะใช้แจกแท็บเล็ต มาให้ โรงเรียน และคุณครู แต่ก็กลับมาดำเนินโครงการดังกล่าวต่อเนื่อง ปัญหาเด็กติดจอ ที่บอกว่าจะกำกับระยะเวลาดูจอ แต่เมื่อไม่นานมานี้ รัฐมนตรีจับมือกับ TikTok ทำคลิปสั้น 2 นาที เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ และไม่ว่านโยบายจะมีความสับสน กลับไปกลับมา ไร้ทิศทางขนาดไหน แต่ในความเห็นตนเอง ปัญหาที่ใหญ่ที่สุด อาจไม่ใช่เรื่องความไม่ชัดเจนของนโยบาย แต่อาจเป็นเรื่องความไม่โปร่งใส ในการจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมา จนเกิดคำถามในใจว่า ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากเมกะโปรเจกต์เหล่านี้

หากย้อนไปดู TOR ของโครงการเหล่านี้แทบทุกฉบับ มีข้อพิรุธให้ชวนสงสัยทั้งนั้น อย่างโครงการแพลตฟอร์ม NDLP มีการแบ่งการดำเนินการเป็น 2 เฟส สิ่งที่น่าประหลาดใจคือเหตุใดที่ 2 สัญญา ระบุว่า เป็นการจ้างที่ปรึกษา ทั้งที่เป็นการผลิตสื่อของทั้ง 2 เฟส โดยหากเจาะลงไปในเฟส 1 เจาะว่าให้จ้างที่ปรึกษา 475 คน เมื่อดูจากตำแหน่งงาน ก็คือคนที่ถูกจ้างมาพัฒนาแพลตฟอร์ม และผลิตสื่อ ไม่ทราบว่าจะเลี่ยงบาลีทำไม จนทำให้การแข่งขันลดลง 

นายพริษฐ์ ยกตัวอย่างอีกถึง TOR ของโครงการ Credit Bank เหมือนกันกับโครงการ TH-AI Passport ที่กำหนดเงื่อนไขการประชาสัมพันธ์ผ่านจอดิจิทัล ภายในร้านสะดวกซื้อ และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งโครงการของกระทรวง อว. เจาะจงเฉพาะกลุ่มนักศึกษา ดังนั้น เมื่อถามว่าใครได้ประโยชน์จากโครงการเหล่านี้ ซึ่งเมื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกันทั้งหมดทุกโครงการ จะเห็นว่า บริษัท A ที่ชนะการประกวดไป 5 โครงการจากทั้งหมด 10 โครงการ ซึ่งแม้จะก่อตั้งมานานแต่เจอจุดเปลี่ยนสำคัญในปี พ.ศ. 2567 ที่เป็นปีเริ่มต้นของเมกะโปรเจกต์เหล่านี้ มีการเปลี่ยนชื่อ เพิ่มทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 25 เท่า และมีรายได้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 40 จากเดิม จึงอดสงสัยไม่ได้ ว่าบริษัทดังกล่าวถูกตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับเมกะโปรเจกต์หรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีข้อค้นพบว่า บริษัท A ยังจดทะเบียนร่วมกันกับบริษัท I และบริษัท J รวมไปถึงบริษัท A มีที่ทำการอาคารเดียวกัน จุดเดียวกับบริษัท J ด้วย และเมื่อได้ดูการถือหุ้นของบริษัทในโครงการเหล่านี้ ก็ยังมีบริษัทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้ด้วยเช่นกัน 

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์พบว่ามี 5 บริษัทที่อยู่ในเครือข่ายของบริษัทอาณาจักรเดียวกัน และจะแสดงให้เห็นว่าทั้ง 5 บริษัทนี้ สามารถกินรวบเมกะโปรเจกต์ได้ทั้งหมด 

“อภิมหาโครงการ จึงเปรียบเสมือนมหกรรมรวมญาติพลัส ระหว่างกลุ่มทุนที่เป็นเครือข่ายเดียวกันเป็นญาติกัน ไม่ใช่โดยสายเลือด แต่โดยเส้นเงิน บวกกับเพื่อนบ้านคนคุ้นเคยที่มาร่วมวงอยู่เป็นประจำ ดังนั้น ทั้งหมดนี้จึงกลับมาเป็นคำถามว่าใครกันแน่ได้ประโยชน์ เมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ถูกริเริ่มขึ้นมาเพื่อใคร เพื่อเพิ่มทักษะรายได้ให้ประชาชน หรือถูกริเริ่มขึ้นมาเพื่อเพิ่มโครงการรัฐ และเพิ่มกำไรให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่ม” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า เพราะหากต้องการเพิ่มให้กับทุนบางกลุ่มก็ไม่แปลกใจว่าจะเห็นว่าหลายโครงการที่มีความซับซ้อนกันใน TOR ของเมกะโปรเจกต์นี้ ทำไมกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างถึงเต็มไปด้วยกลเม็ด ที่ทำให้กลุ่มทุนเหล่านี้ได้เปรียบ หากรัฐบาลยืนยันว่า จะขอให้สภาอนุมัติงบประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าเมกะโปรเจกต์นี้ ตนเองคิดว่ารัฐบาลต้องให้ความชัดเจนกับสภาแห่งนี้ทางเรื่องทิศทางนโยบาย และมาตรการในการรับประกันเรื่องความโปร่งใสในการดำเนินการ 

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า รัฐมนตรีชอบพูดถึงโครงการ Skill Future ของสิงคโปร์ ซึ่งในช่วงต้นปัญหาที่เจอเยอะมากคือการทุจริตคอร์รัปชัน ก็คงไม่ต้องขยายความว่าประเทศไทยที่มีคะแนนความโปร่งใส 100 กว่าของโลก ต้องกังวลกับเรื่องทุจริตคอร์รัปชันแค่ไหน  ตนเองเข้าใจดีว่ากระทรวง อว. และกระทรวงศึกษาธิการ มีรัฐมนตรีใหม่ และเข้าใจว่าทั้งสองคน ก็เห็นข้อพิรุธของเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ จึงสั่งทบทวน TOR บางส่วนไปแล้ว แต่ทำแค่นั้นไม่พอ 

นายพริษฐ์ ย้ำข้อเสนอว่า รัฐบาลต้องมีการตรวจสอบโครงการเหล่านี้ย้อนหลังอย่างเข้มข้น ติดตามโครงการนี้ต่อไปอย่างใกล้ชิด แม้จะต้องขัดใจเพื่อนต่างพรรคในรัฐบาลเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เงินภาษีประชาชน ถูกขโมยไปช่วยคนรวยไม่กี่คนโดยอ้างวาระการยกระดับทักษะประชาชนมาบังหน้า แม้จะสรุปชัดๆ ไม่ได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่จะขอทิ้งท้ายด้วยประโยคจากนายกรัฐมนตรีที่ว่า ที่ไหนมีควัน ที่นั่นมีไฟ และเชื่อว่าข้อมูลที่ตนเองนำเสนอในวันนี้เป็นควันที่ชัดเจนเพียงพอแล้ว รัฐบาลจะเลือกไปเร่งหากองไฟ และดับไฟหรือจะเลือกปล่อยให้ไฟมันลามทุ่ง จนเผาผลาญภาษีประชาชน การตัดสินใจอยู่ในมือท่าน