สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ว่า แม้เวียดนามมีโรงงานขนาดใหญ่ที่ดำเนินการโดยบริษัทเทคโนโลยีอย่าง ซัมซุง และฟ็อกซ์คอนน์ แต่ประเทศกลับประสบปัญหาในการยกระดับโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการตอบสนองความต้องการ และดึงดูดบริษัทที่มีความหลากหลายจากจีน และที่อื่นๆ

“โรงงานหลายแห่งต้องระงับการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากการตัดไฟฟ้าซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำ” นายฮง ซุน ประธานหอการค้าเกาหลีใต้ในเวียดนาม กล่าว “นี่เป็นปัญหาที่ร้ายแรงมาก สำหรับบริษัทเกาหลีใต้ที่ดำเนินงานในเวียดนาม”

ในเดือนนี้ ธุรกิจหลายแห่งในยุโรป ต่างเรียกร้องให้รัฐบาลฮานอยดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อจัดการกับวิกฤติพลังงาน แต่ดูเหมือนว่า พลังงานหมุนเวียนไม่น่าจะเข้ามาช่วยเหลือได้ในเร็วๆ นี้ เพราะถึงแม้เวียดนามจะพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์อย่างหนัก เมื่อไม่นานมานี้ ทว่ายังต้องพึ่งพาถ่านหิน และไฟฟ้าพลังน้ำ

อนึ่ง เวียดนามมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งสูงสุดเกือบ 80 กิกะวัตต์ แต่คลื่นความร้อนลดผลผลิตไฟฟ้าเหลือน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าว ตามข้อมูลค่าเฉลี่ยในช่วง 2 สัปดาห์ ถึงวันที่ 11 มิ.ย. ที่ผ่านมา จากการไฟฟ้าเวียดนาม (อีวีเอ็น) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านกระแสไฟฟ้า

ข้อมูลของอีวีเอ็น แสดงให้เห็นว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินคิดเป็นประมาณ 60% ของการผลิตไฟฟ้าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และการนำเข้าถ่านหินในเดือน พ.ค. อยู่ที่ 4.5 ล้านตัน ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2563

นอกจากนี้ การขาดฝนยังส่งผลกระทบต่อผลผลิตของไฟฟ้าพลังน้ำเช่นกัน โดยบางจังหวัดทางตอนเหนือของเวียดนาม ได้รับน้ำฝนแค่ราว 1 ใน 5 ของตัวเลขในปีที่แล้ว อีกทั้ง กระทรวงอุตสาหกรรมเวียดนาม ระบุเสริมว่า ระดับน้ำในโรงไฟฟ้าพลังงานทางตอนเหนือเกือบทั้งหมด อยู่ในระดับต่ำเกินกว่าที่จะผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า 1 ใน 4 ของกำลังการผลิตที่ออกแบบไว้

ขณะที่พลังงานแสงอาทิตย์มีสัดส่วนเป็น 1 ใน 4 ของกำลังการผลิตติดตั้งของเวียดนาม หลังมีการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นในช่วงสิบปีที่ผ่านมา แต่มีเพียงส่วนน้อยซึ่งได้ใช้ประโยชน์ เนื่องจากความล่าช้าในการอนุมัติโครงการ, การเจรจาอัตราภาษีที่ยืดเยื้อ และความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ.

เครดิตภาพ : AFP