เมื่อวันที่ 13 ก.ค. เวลา 10.30 น. ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ พร้อมด้วย นายวีรวิทย์ รุ่งเรืองศิริผล หรือ ลุงศักดิ์ ซึ่งเคยก่อเหตุทำร้ายร่างกายนายศรีสุวรรณ จรรยา เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงประธานศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้ยกคำร้องที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการถือหุ้น itv ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 42 (3) หรือไม่ โดยอาศัยเหตุแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคสี่ ซึ่งนายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ตนเห็นว่ามาตรา 82 วรรคสี่บัญญัติว่า กรณีที่ กกต. เห็นว่า ส.ส. หรือ ส.ว. คนไหนมีสมาชิกภาพสิ้นสุดลง ให้กกต.ส่งเรื่องยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ กกต. ต้องดำเนินการภายใต้ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวน วินิจฉัยชี้ขาดมาแล้ว แต่ที่ตนและคนไทยเคลือบแคลงสงสัยคือ กกต. ได้ดำเนินการตามขั้นตอน ระเบียบวิธีการดังกล่าวมาก่อนหรือไม่ เพราะเรื่องการไต่สวน สอบสวนนั้นระบุชัดเจนว่า ต้องเป็นการรวบรวมหลักฐานทั้ง 2 ฝ่าย พิสูจน์ความผิด และพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของนายพิธา แต่จะเห็นว่า กกต. ไม่ได้ดำเนินการในส่วนนั้น ดังนั้นตนจึงมายื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้วินิจฉัยเรื่องนี้อย่างละเอียด เอาหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งมวล รักษาไว้ซึ่งมาตรฐานความยุติธรรม เพื่อความสุขแก่คนไทย

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ตอนนี้หลักฐานที่ กกต. ส่งมาที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้น มีเพียงข้อมูลในส่วนของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นายศรีสุวรรณ จรรยา นายเสรี สุวรรณภานนท์ นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ส.ว. ที่ยื่นมาเท่านั้น ส่วนที่ตนยื่น 2-3 ครั้งที่ผ่านมา อาจจะมีการรวมส่งมาด้วย แต่ก็เชื่อว่าไม่น่าจะรวมส่งมา วันนี้จึงนำเอกสาร ประกอบด้วย กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยชี้ขาด ปี 2561 มายื่นถึงศาลรัฐธรรมนูญเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยปัดตกคำร้องของ กกต. ด้วย ซึ่งทราบว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีการประชุมในวันที่ 19 ก.ค. นี้    

เมื่อถามว่ามองเรื่องนี้ว่าเป็นการกลั่นแกล้งหรือไม่ นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า สิ่งที่เขาคิดนั้น ตนคิดไม่ทัน เพราะหัวใจคนละอันกัน แต่สิ่งที่เห็นคือการทำไม่ถูกต้องตามระเบียบ ขั้นตอนที่ควรจะเป็นไป ทั้งนี้ ตนซึ่งต่อสู้เรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น แม้ว่าอาจจะไม่ได้มาในฐานะของนายพิธา แต่มาในฐานะของพลเมือง ที่เห็นว่าเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม เมื่อมายื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ถือว่าสิ้นสุดกระบวนการที่ตนอาจจะทำได้ แต่เมื่อประชาชนฝากความหวังไว้กับตน ต้องการเห็นตนเอาให้สุดกับ กกต. ซึ่งวันนี้ (13 ก.ค.) ตนจะไปที่ กกต. ต่อ เพื่อยื่นหนังสือขอให้ กกต. เปิดเผยข้อมูลที่มั่นหน้ามั่นโหนกมากว่าคำวินิจฉัยเป็นอย่างไร ข้อมูลหลักฐานเป็นอย่างไร เมื่อความปรากฏแก่ตนแล้ว อาจจะดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่ศาลอาญา รัชดา ต่อไป.