เมื่อวันที่ 18 ก.ค. ที่รัฐสภา พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ส.ว. ให้สัมภาษณ์ถึงการโหวตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 19 ก.ค. ว่า ส.ว. ส่วนใหญ่มีจุดยืนมั่นคง เราไม่ได้มองแค่ว่ามาเพื่อเลือกนายกฯ แต่ในยามที่บ้านเมืองมีปัญหาเราต้องนึกถึงความถูกต้อง แผ่นดินต้องรอด ซึ่ง ส.ว. ทุกคนขอขอบคุณกลุ่มประชาชนที่มาให้กำลังใจ เพราะบางครั้งการทำงานค่อนข้างยาก ต้องฟันฝ่าหนามแหลมคมสารพัดทุกอย่าง กำลังใจเหล่านี้จะทำให้พวกตนสามารถผ่านมันได้ สำคัญที่สุดอยากฝากทุกคนที่รักชาติ อย่าได้โกรธคนที่ทำร้ายเรา อยากให้มีความเมตตา และมีดวงตาเห็นธรรม เพราะพลังของเราอย่างไรก็ชนะ และรักษาแผ่นดินได้ และในฐานะที่ตนทำงาน ขอยืนยันว่า เมื่อตนยืนยันปิดสวิตช์ตัวเองตั้งแต่ตอนแรก โดยเห็นด้วยในหลักการว่า ส.ว. ไม่ควรมีอำนาจในการเลือกนายกฯ และเป็นสิ่งที่ ส.ส. อยากให้เป็น โดยก่อนเลือกตั้ง ส.ส. บอกให้พวกเราปิดสวิตช์ แต่เมื่อมีการเลือกตั้ง กลับมีการเปลี่ยนหลักการมาเรียกร้องให้พวกเราร่วมโหวต ซึ่งตนได้คุยในหลักการว่า หากยอมเปลี่ยนหลักการมาโหวตให้เสียงข้างมาก แต่อย่างน้อยต้องมีความถูกต้อง คือเอาการแก้ ม.112 ออกไป เพราะไม่ใช่เรื่องปากท้องประชาชน ซึ่งตนจะยินดีโหวตให้ แต่มีความชัดเจนว่าพรรคก้าวไกลไม่ยอมเอาออก และยังดันออกมาข้างหน้า

พญ.คุณหญิงพรทิพย์ กล่าวต่อว่า จากการให้สัมภาษณ์ของพรรคก้าวไกลหลายคน โดยเฉพาะเลขาธิการพรรค แม้จะไม่แตะลงในรายละเอียด แต่ยังมีการแถไปว่า ส.ว. มีเรื่องอื่น ตนขอบอกว่า ส.ว. มีเรื่องเดียว คือเรื่องความมั่นคง เพราะเขามุ่งสู่สิ่งสุดท้ายคือการทำลาย ดังนั้น ตนจึงขอไปอยู่ในหลักการเดิมคืองดออกเสียง แต่ไม่ใช่ไม่กล้า ตนยึดหลักการเสมอว่า เมื่อตัดสินใจไม่ใช้สิทธิตัวเอง ก็จะไม่ใช้ ครั้งที่แล้วเขาขอโอกาสให้ใช้ เราก็ให้โอกาส แต่เขาไม่ได้ทำตามที่บอก จะมากล่าวหาว่าขี้ขลาดก็ยอม เพราะคนเราต้องมีหลักการ ไม่เหมือนพรรคก้าวไกลที่กลับไปกลับมาตลอด ส่วน ส.ว. ท่านอื่นนั้นตนไม่ทราบ แต่สำหรับตนขอปิดสวิตช์ไม่ว่าจะเป็นนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคพลังประชารัฐ ไม่ใช่เพราะตนไม่ชอบบุคคลเหล่านี้ แต่ต้องการยืนยันว่า เราไม่มีอำนาจเลือกตำแหน่งนี้ 

“ไม่ต้องรอวันที่ 19 ก.ค. ว่าตนจะโหวตให้หรือไม่ เพราะตอนนี้การกระทำหลายอย่าง รวมทั้งหลังจากวันที่โหวต หมอโดนกระทบจากด้อมส้มทั้งหลายคุกคามทั้งตัวเอง และลูก ซึ่งไม่ใช่ ส.ว. คนเดียวที่โดน แล้วอยู่ๆ จะมาบอกว่าเลือกพรรคผมเถอะ แบบนี้ไม่ใช่ประเทศไทยที่สงบสุข ฉะนั้น เราคงไม่สามารถให้ความเห็นชอบได้โดยไม่ลังเล หรือต้องคิดเหตุผลอะไร” พญ.คุณหญิงพรทิพย์ กล่าว

เมื่อถามว่า พรรคก้าวไกล ระบุว่าการงดออกเสียงของ ส.ว. ไม่ใช่การปิดสวิตช์ที่แท้จริง พญ.คุณหญิงพรทิพย์ กล่าวว่า เราไม่เคยเจอ ที่เล่นกันผ่านสื่อ ทำไมไม่พูดมาตรงๆ เช่น นายพิธาทำไมไม่มาคุยกับหมอ ทำไมส่งคนอื่นมาคุย และการคุยก็เป็นการยืนยันว่าฉันไม่แก้ ดังนั้น จะมาบอกเหตุผลต่างๆ นานา มันไม่ใช่ ตนมองว่าทั้งหมดอยู่ที่การกระทำ พรรคก้าวไกลโดยเฉพาะนายพิธา ได้ทำให้เห็นแล้วว่าสิ่งที่เขาต้องการคืออะไร ปัญหาปากท้องประชาชนไม่ใช่สิ่งที่เขาเลือกเป็นอันดับหนึ่ง และเหมือนเขาไม่สนใจตำแหน่งนายกฯ ทั้งที่เราก็บอกแล้วว่าอยากให้เขาทำหน้าที่นี้

เมื่อถามว่า พรรคก้าวไกลบอกว่าแม้จะลดเพดานเรื่องมาตรา 112 ส.ว. ก็จะไม่เลือกให้อยู่ดี พญ.คุณหญิงพรทิพย์ กล่าวว่า หมอใช้คำว่าแถ เพราะถามอะไรก็ไม่เคยตอบ และจะตอบแต่แบบนี้   

เมื่อถามว่า ที่บอกว่าถูกคุกคามในส่วนของลูกสาวโดนคุกคามอย่างไรบ้าง พญ.คุณหญิงพรทิพย์ กล่าวว่า ในความเป็นจริงเราคงรู้ว่าสภาพการใช้สื่อโซเชียลสามารถล้างสมองปลุกระดม จนเปลี่ยนไป จากสภาพคนใกล้ชิดที่พบคือลูกเรียกคนเป็นแม่ว่าคุณ ทำนองเดียวกับที่เกิดขึ้นในครอบครัวตน แต่ก็ไม่ว่าอะไร แต่ด้อมส้มก็ไม่ดูอะไรเลย ลูกสาวตนชอบพรรคก้าวไกล แต่เวลาเข้าไปถล่ม มันคิดว่าจะไปด่าแม่ แต่กลับไปด่าลูก อย่างนี้หรือจะให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ ที่สำคัญพรรคก้าวไกลไม่เคยห้าม นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เคยมาคุยกับตน และยอมรับว่าไม่สามารถควบคุมได้

เมื่อถามว่า ขณะนี้ความสัมพันธ์กับลูกสาวเป็นอย่างไรบ้าง พญ.คุณหญิงพรทิพย์ กล่าวว่า ในช่วง 2-3 วันนี้ ยังไม่มีโอกาสได้คุยกัน เพราะเขาอยู่ในเมือง แต่คงไม่มีปัญหาอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าความรักของแม่ที่มีต่อลูก ถามต่อว่า ลูกสาวเคยขอให้ตัดสินใจให้มาช่วยโหวตนายพิธาหรือไม่ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ กล่าวว่า “ยอมรับว่าเคยขอ แต่ตนบอกว่าการเมืองคือการเมือง”.