เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ที่รัฐสภา นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงาถึงกรณีที่ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) สอบสวนอัตราภาษีใหม่ ว่า จากกรณีที่สหรัฐ พยายามใช้มาตรา 301 โดยมี 2 มาตรการสำคัญที่ยกมาเป็นข้ออ้างในการขึ้นภาษีกับประเทศไทยคือ แรงงานบังคับ กับการมีส่วนเกิน ซึ่งขณะนี้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ พยายามเจรจาให้จบ โดยนำข้อตกลงเดิมที่เราเคยจะถูกเก็บภาษี 36% ไปเจรจาทั้งก้อน ฉะนั้น เราจึงมีข้อเสนอว่า 1.ควรยืนยันต่อสู้ใน 2 ประเด็นที่ถูกโต้แย้งจากสหรัฐ ไม่ควรปล่อยผ่าน เพราะอาจเป็นปัญหาในระยะยาว ข้อแรกคือการผลิตส่วนเกิน ซึ่งชัดเจนว่าไทยไม่ได้เป็นเช่นนั้น รัฐบาลไม่ได้เข้าไปอุดหนุนภาคผลิตจนผลิตล้นเกิน ผู้แทนการค้าสหรัฐ มีข้อมูลว่าดัชนีการผลิตของไทยต่ำกว่าครั้งที่มีโควิดด้วยซ้ำ และยังไม่ฟื้นกลับมา แต่ยังมีการส่งออกเกินดุลกับสหรัฐ ฉะนั้น สามารถโต้แย้งได้ว่า เราไม่ได้ใช้รัฐอุดหนุนเหมือนประเทศอื่นๆ ส่วนเรื่องแรงงานภาคบังคับ สหรัฐ และ USTR กล่าวหาว่าไทยมีการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่อาจใช้แรงงานภาคบังคับ  ซึ่งเรื่องนี้เราจำเป็นต้องคุยกับอียู ซึ่งอียูได้ออกกฎระเบียบ โดยจะมีการบังคับใช้ปลายปีหน้า ดังนั้นต้องพูดคุยและตั้งกฎระเบียบใหม่ให้จริงจัง เพื่อให้เป็นข้อต่อรองกับสหรัฐ ว่าเรามีการแก้ไขแล้ว

นายวีระยุทธ กล่าวอีกว่า 2.การที่นางศุภจีกำลังจะเจรจาเรื่องมาตรการการค้าต่างตอบแทน (ART) ซึ่งเราเสนอให้ปรับลดข้อแลกเปลี่ยนให้ได้สัดส่วน เพราะตอนนี้เกมเปลี่ยนแล้ว ตัวเลข 36% ในตอนนั้นรุนแรงจริง แต่ขณะนี้ตัวเลขอยู่ระหว่าง 10-12.5% ภายใต้มาตรา 301 ทั้งนี้หากเราทำตามเราจะลดเหลือ 10% แต่หากเราไม่ทำตามจะถูกเก็บ 12.5% ช่องว่างมีเพียงแค่ 2.5% เท่านั้น แต่ขณะนี้เหมือนรัฐบาลจะกลับไปเดินหน้าเจรจาโดยเอากรอบข้อตกลงเดิมรอบ 36% ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกภาษี 99% ของสหรัฐ ซื้อพลังงาน ซื้อเครื่องบิน เปิดตลาดสินค้าเกษตร เนื้อสัตว์ ข้าวโพด รวมถึง ยกเลิกรางวัลนำจับศุลกากร และเปิดเสรีตลาด จึงควรทบทวนปรับข้อตกลงเหล่านี้ให้ได้สัดส่วนกับสภาพปัญหา และที่สำคัญคือไม่อยากให้รัฐบาลและนางศุภจียึดว่าหากสุดท้ายเจรจาลดได้ 10% แล้วนับเป็นความสำเร็จ เคพีไอ ขออย่าทำเพราะข้อตกลงที่จะนำไปแลกเปลี่ยนส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว หากมีการเปิดตลาดไปแล้วจะเปลี่ยนกลับมาไม่ได้ ฉะนั้น ย้ำว่าขออย่ายึดเอาเคพีไอเรื่องยึดหลักเกณฑ์ภาษี แต่ขอให้ดูว่าข้อตกลงที่เราจะนำไปแลกนั้นคืออะไร นอกจากนี้ ขอให้ทำอย่างเปิดเผยโปร่งใสผ่านกลไกสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 178

ด้านนายพิศาล มาณวพัฒน์ แคนดิเดตรมว.การต่างประเทศ พรรคประชาชน กล่าวว่า ตนมีข้อเสนอแนะถึงนางศุภจีคือ 1.ต้องมีแผนชัดเจนว่าจะไปเพื่ออะไร และจะนัดเจอใคร จึงจะได้สิ่งนั้น 2. ต้องเข้าใจกลไกอำนาจในรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งขณะนี้ทุกอย่างรวมศูนย์อยู่ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ 3.นางศุภจีต้องมุ่งเจอคนที่เขาเข้าถึงนายทรัมป์ และต้องมีไพ่ต่อรอง หากนางศุภจีจะไปวอชิงตันอีกครั้ง เพื่อการล็อบบี้แบบเป็นมวย ขอให้นางศุภจีนัดพบกับบุคคลต่อไปนี้ ได้แก่ 1.นายโฮเวิร์ด ลุตนิค รมว.พาณิชย์สหรัฐ ซึ่งเป็นเพื่อนของนายทรัมป์ และสามารถเข้าถึงทรัมป์ได้ 2.นายปีเตอร์ นาวาร์โร มือขวาของนายทรัมป์อยู่ในทำเนียบขาว ทำเรื่องมาตรการภาษีให้กับนายทรัมป์ และเป็นที่ปรึกษาอาวุโสในเรื่องการค้าและการผลิต 3.นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังของสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในครม.เศรษฐกิจของนายทรัมป์ เป็นคนที่มีบทบาทในเรื่องภาษีทรัมป์ และเป็นคนที่น่าจะมาร่วมการประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกประจำปี ที่ประเทศไทยในเดือน ต.ค.นี้ ตนจึงขอเสนอให้รัฐบาลเตรียมแผนที่จะสร้างความประทับใจกับบุคคลนี้

“นางศุภจีต้องไปสภาคองเกรส เข้าพบ สส.ของพรรคริพับลิกัน และสว.ที่ใกล้ชิด ต้องเจอคนสำคัญในคณะกรรมาธิการที่ดูแลเรื่องภาษีและการค้าเพื่อลดความเสียเปรียบในการตกลงการค้าต่างตอบแทน และขอเสนอให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศ ไปแสดงฝีมือล็อบบี้ทางการเมือง ท่านต้องใช้ไพ่พันธมิตรเก่าให้เป็น และต้องแสดงให้ฝ่ายการเมืองของวอชิงตันเห็นว่าสหรัฐได้ประโยชน์จากการเป็นพันธมิตรเก่า” นายพิศาล กล่าว

นายพิศาล กล่าวอีกว่า สำหรับการสร้างไพ่ต่อรองในอนาคต ขอให้รัฐบาลเชิญชวนภาคเอกชนไทยไปลงทุนในสหรัฐ โดยให้มีการสร้างงานที่จะทำให้บริษัทกับประเทศไทยมีไพ่ต่อรองกับประธานาธิบดีสหรัฐคนอื่นๆ ในอนาคต ไม่ใช่แค่นายทรัมป์ จึงขอแนะนำให้ภาคเอกชนไปลงทุนในรัฐต่อไปนี้ คือ เพนซิลเวเนีย มิชิแกน วิสคอนซิน จอร์เจีย และแอริโซนา เพราะรัฐเหล่านี้เป็นพื้นที่ชี้ขาดว่าใครจะชนะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ