รวมถึง “การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย” หรือ กฟผ. ซึ่งเป็นองค์กรหลักด้านพลังงาน ได้ประกาศเป้าหมายแก้ไขปัญหาด้านนี้อย่างจริงจัง ภายใต้หลักการสร้างสมดุลระหว่างต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ โดยเฉพาะการเสาะแสวงพลังงานหลากหลายประเภท รวมทั้งนำเทคโนโลยีมาปรับเปลี่ยนโรงไฟฟ้าเดิม ให้สีเขียวมากที่สุด กระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

“บุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร” ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ระบุว่า กฟผ. ได้ตั้งเป้า EGAT Carbon Neutrality ภายในปี 93 ด้วยกลยุทธ์ “Triple S” คือ 1. Sources Transformation การจัดการตั้งแต่ต้นกำเนิดด้วยการกำหนดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากเดิมที่เป็นการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลให้น้อยลง และเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานทดแทนที่เป็นพลังงานสะอาดมากขึ้น ให้สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยนํ้าร่วมกับเขื่อนพลังนํ้าและระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ที่ตอบโจทย์การลดคาร์บอน ลดฝุ่น และลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ที่จะบรรลุเป้าหมาย 5,325 เมกะวัตต์ ในปี 80

2. Sink Co-creation การเพิ่มแหล่งดูดซับกักเก็บคาร์บอนอย่างมีส่วนร่วม เช่น โครงการปลูกป่า 1 ล้านไร่อย่างมีส่วนร่วมกับพันธมิตรใน 3 กรม ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้แก่ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง แนวทางประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน เพื่อกักเก็บคาร์บอนปริมาณ 3.5-7 ล้านตัน ในปี 88

3. Support Measures Mechanism สนับสนุนโครงการชดเชย และหลีกเลี่ยงปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เป็นรูปธรรม ส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานไฟฟ้ามีประสิทธิภาพ ลดความต้องการใช้ไฟฟ้าและช่วยหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น โครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5, การเสริมสร้างทัศนคติ ห้องเรียนสีเขียว 400 โรงเรียนทั่วประเทศ, การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า, โครงการบ้านและอาคารเบอร์ 5

อย่างไรก็ตาม กฟผ. พร้อมเดินหน้าตามนโยบายกระทรวงพลังงาน ที่มุ่งสู่พลังงานสะอาด ตอบโจทย์สังคมไร้คาร์บอนอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการสนับสนุนการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน สร้างเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้าทั้งประเทศ และใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในภาคพลังงาน ทั้งการนำมาเป็นเชื้อเพลิงโดยตรง หรือนำไปผสมกับก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า ที่ผ่านมา กฟผ. ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า ได้ดำเนินการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน และศึกษาการนำไฮโดรเจนมาใช้ประโยชน์ในการผลิตไฟฟ้าของกฟผ. มีเป้าหมายยกระดับโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ให้บริการพลังงานสีเขียว มีความร่วมมือที่ดีกับพันธมิตรทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมถึงหน่วยงานด้านพลังงานของประเทศออสเตรเลีย ที่มีเป้าหมายมุ่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดยั่งยืน

นอกจากนี้ กฟผ. ได้ไปดูงานที่ Latrobe Valley Hydrogen Facility เป็นส่วนหนึ่งในโครงการที่นำร่องผลิตไฮโดรเจนจากถ่านหิน และสารชีวมวล ด้วยขบวนการแปรสภาพเป็นก๊าซ และการกลั่นให้ก๊าซไฮโดรเจนบริสุทธิ์ ขนส่งทางเรือไปยังประเทศญี่ปุ่น โดยซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์

สอดคล้องกับ กฟผ. ที่สามารถผลิตไฮโดรเจนสีเขียวสำเร็จ และใช้งานได้จริงตั้งแต่ปี 59 โดยได้กักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมในรูปของก๊าซไฮโดรเจน จับคู่กับเซลล์เชื้อเพลิง กำลังผลิต 300 กิโลวัตต์ เปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นพลังงานไฟฟ้าจ่ายให้กับศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง มีแผนเพิ่มกำลังการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวจากโครงการโรงไฟฟ้ากังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 พร้อมอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนผสมกับก๊าซธรรมชาติ ทดแทนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก คาดนำร่องใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนผสมกับก๊าซธรรมชาติสัดส่วนร้อยละ 5 ในโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องระหว่างปี 74-83 และมีแผนศึกษานำถ่านหินมาผลิตไฮโดรเจนพร้อมพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ กฟผ. คือ โรงไฟฟ้านํ้าพอง จังหวัดขอนแก่น และ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง

ขณะเดียวกันยังศึกษาระบบกักเก็บพลังงาน โครงการ Victorian Big Battery ที่ได้รับการพัฒนาโดยบริษัท Neoen ร่วมกับเทสลา และอัสเนท เซอร์วิส เป็นหนึ่งในโครงการกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลียขนาด 300 เมกะวัตต์ สร้างความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้า และลดภาระค่าไฟฟ้าให้ผู้ใช้ไฟในรัฐวิคตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย เช่นเดียวกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ของ กฟผ.

ปัจจุบันมีโครงการนำร่อง 3 แห่ง ได้แก่ สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ 16 เมกะวัตต์ สถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี 21 เมกะวัตต์ รวม 37 เมกะวัตต์ ถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ช่วยลดความผันผวนพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ รักษาเสถียรภาพในระบบไฟฟ้าและลดการสูญเสียพลังงานไฟฟ้าในระบบส่ง ซึ่งกฟผ. มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงาน พร้อมก้าวสู่ผู้นำด้านพลังงานสีเขียว เพื่ออนาคตพลังงานไทยที่มั่นคง ยกระดับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน และเพื่อทุกคน.