สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ว่า นายเหวียน ฝู จ่อง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ต้อนรับประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ ซึ่งเยือนกรุงฮานอยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา


ในโอกาสนี้ ทั้งสองประเทศลงนามร่วมกันในข้อตกลง “การเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม” ซึ่งเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตสู่ขั้นสูงสุด โดยข้อตกลงดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมาก ในบริบทภูมิศาสตร์การทูตสำหรับทั้งสองประเทศ เนื่องจากจนถึงตอนนี้ มีเพียง จีน รัสเซีย อินเดีย และเกาหลีใต้ ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีความร่วมมือระดับเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์กับรัฐบาลฮานอย


นอกจากนั้น รัฐบาลของทั้งสองประเทศประกาศความร่วมมือใหม่ ในด้านเซมิคอนดักเตอร์ โดยสหรัฐมองว่า เวียดนามซึ่งเป็นแหล่งแร่หายากขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองรองจากจีน จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น ในการเป็นตลาดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์แทนที่จีน และอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การผลิตสมาร์ตโฟน และยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ พบหารือกับนายเหวียน ฝู จ่อง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ที่กรุงฮานอย


ปัจจุบัน รัฐบาลเวียดนามพยายามแสดงออกอย่างระมัดระวังมากขึ้น เพื่อรักษาความสมดุลในความสัมพันธ์กับสหรัฐและจีน ตลอดจนประเทศที่ชัดเจนว่า เป็นพันธมิตรของฝ่ายใด อย่างไรก็ตาม เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส รายงานเมื่อไม่นานมานี้ ว่าเวียดนามและรัสเซีย เจรจาเป็นการลับ เกี่ยวกับการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งหากเป็นความจริง ถือว่าเข้าข่ายละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐที่มีต่อรัสเซีย และสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเวียดนาม เป็นเรื่องที่สหรัฐจับตามาตลอดเช่นกัน


ด้านไบเดนกล่าวถึงการเยือนเวียดนามครั้งนี้ ว่าหนึ่งในเหตุผลสำคัญ คือการที่จีน “เริ่มเปลี่ยนเกม” ทั้งในบริบทการค้าและอีกหลายด้าน กระนั้น ผู้นำสหรัฐยืนกรานว่า รัฐบาลวอชิงตันไม่ได้ต้องการกำหนดนโยบายเพื่อ “ควบคุม” จีน มีแต่ต้องการให้ความสัมพันธ์กับอีกฝ่าย “ก้าวหน้าและเต็มไปด้วยความพร้อม”


อนึ่ง รัฐบาลปักกิ่งวิจารณ์สหรัฐมาตลอด เกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก และการรวบกลุ่มพันธมิตรกับหลายประเทศในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็น “ควอด” และ “ออคัส”.

เครดิตภาพ : AFP