สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ว่า นายเหวียน ฝู จ่อง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ต้อนรับประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ ซึ่งเยือนกรุงฮานอยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
ในโอกาสนี้ ทั้งสองประเทศลงนามร่วมกันในข้อตกลง “การเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม” ซึ่งเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตสู่ขั้นสูงสุด โดยข้อตกลงดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมาก ในบริบทภูมิศาสตร์การทูตสำหรับทั้งสองประเทศ เนื่องจากจนถึงตอนนี้ มีเพียง จีน รัสเซีย อินเดีย และเกาหลีใต้ ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีความร่วมมือระดับเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์กับรัฐบาลฮานอย
President Biden and Secretary General Nguyễn Phú Trọng announced a new Comprehensive Strategic Partnership between the U.S. and Vietnam – Vietnam's highest tier of international partnership.
— The White House (@WhiteHouse) September 11, 2023
This weekend, @POTUS deepened the critical relationship between our two countries. pic.twitter.com/r6hFoCYiPF
นอกจากนั้น รัฐบาลของทั้งสองประเทศประกาศความร่วมมือใหม่ ในด้านเซมิคอนดักเตอร์ โดยสหรัฐมองว่า เวียดนามซึ่งเป็นแหล่งแร่หายากขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองรองจากจีน จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น ในการเป็นตลาดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์แทนที่จีน และอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การผลิตสมาร์ตโฟน และยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า

ปัจจุบัน รัฐบาลเวียดนามพยายามแสดงออกอย่างระมัดระวังมากขึ้น เพื่อรักษาความสมดุลในความสัมพันธ์กับสหรัฐและจีน ตลอดจนประเทศที่ชัดเจนว่า เป็นพันธมิตรของฝ่ายใด อย่างไรก็ตาม เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส รายงานเมื่อไม่นานมานี้ ว่าเวียดนามและรัสเซีย เจรจาเป็นการลับ เกี่ยวกับการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งหากเป็นความจริง ถือว่าเข้าข่ายละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐที่มีต่อรัสเซีย และสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเวียดนาม เป็นเรื่องที่สหรัฐจับตามาตลอดเช่นกัน
"The United States is a Pacific nation and we are not going anywhere," says US President Joe Biden while speaking in Vietnam after #G20 ends with win for India.
— Bloomberg (@business) September 10, 2023
Follow our free-to-read live blog for the latest https://t.co/SyLBTq5K56 pic.twitter.com/bls0piPkDo
ด้านไบเดนกล่าวถึงการเยือนเวียดนามครั้งนี้ ว่าหนึ่งในเหตุผลสำคัญ คือการที่จีน “เริ่มเปลี่ยนเกม” ทั้งในบริบทการค้าและอีกหลายด้าน กระนั้น ผู้นำสหรัฐยืนกรานว่า รัฐบาลวอชิงตันไม่ได้ต้องการกำหนดนโยบายเพื่อ “ควบคุม” จีน มีแต่ต้องการให้ความสัมพันธ์กับอีกฝ่าย “ก้าวหน้าและเต็มไปด้วยความพร้อม”
อนึ่ง รัฐบาลปักกิ่งวิจารณ์สหรัฐมาตลอด เกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก และการรวบกลุ่มพันธมิตรกับหลายประเทศในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็น “ควอด” และ “ออคัส”.
เครดิตภาพ : AFP



