สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน เมื่อวันที่ 21 ก.ย. ว่า ประธานาธิบดีอิลฮาม อาลีเยฟ ผู้นำอาเซอร์ไบจาน แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ ยืนยัน “การฟื้นฟูอธิปไตยเหนือดินแดน” ในเขตนากอร์โน-คาราบัค ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทกับอาร์เมเนีย
❗️Azerbaijan is acting ‘inside its territory’ in Nagorno-Karabakh – Kremlin
— RT (@RT_com) September 20, 2023
Details: https://t.co/U6EANgUwzm pic.twitter.com/YpaK77K0ju
ทั้งนี้ กองทัพอาเซอร์ไบจานประสบความสำเร็จ ในการทำลายฐานที่มั่นของ “กองกำลังติดอาวุธอาร์เมเนีย” และอีกฝ่ายเริ่มการถอนกำลังแล้ว
แม้อาเซอร์ไบจานและอาร์เมเนียปฏิเสธให้ข้อมูลอย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับความสูญเสียทางทหาร ของปฏิบัติการ “นองเลือด” ซึ่งเกิดขึ้นภายในเวลา 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา แต่ทางการเขตนากอร์โน-คาราบัค กล่าวว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 200 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 400 คน
2,000 civilians have been evacuated from Nagorno-Karabakh so far, as the crisis between Azerbaijan and Armenia worsens pic.twitter.com/Pl8iusmsxO
— RT (@RT_com) September 20, 2023
ด้านกระทรวงกลาโหมอาเซอร์ไบจานให้ข้อมูลเพิ่มเติม ว่ากองทัพอาร์เมเนีย “ดำเนินการตามข้อตกลง” ในการถอนทหารที่ยังหลงเหลืออยู่ออกจากพื้นที่ เช่นเดียวกับ “กองกำลังติดอาวุธ” โดยจะอยู่ภายใต้การสังเกตการณ์และควบคุมโดยกองกำลังรักษาสันติภาพของรัสเซีย

ขณะที่บรรยากาศในกรุงเยเรวาน เมืองหลวงของอาร์เมเนีย มีการประท้วงอย่างหนักของประชาชน กดดันให้รัฐบาลลาออก เนื่องจากการสู้รบครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่สองภายในเวลาเพียง 3 ปี ที่อาร์เมเนียพ่ายแพ้ให้กับอาเซอร์ไบจาน ในสมรภูมินากอร์โน-คาราบัค
อนึ่ง เขตนากอร์โน-คาราบัค เป็นพื้นที่ขัดแย้งระหว่างอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจาน ตั้งแต่ทั้งสองประเทศยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต โดยสหประชาชาติ (ยูเอ็น) รับรองเขตนากอร์โน-คาราบัค เป็นส่วนหนึ่งของอาเซอร์ไบจาน แต่ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่มีเชื้อสายอาร์เมเนีย
อาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานเคยทำสงครามครั้งใหญ่ ในเขตนากอร์โน-คาราบัค ซึ่งยืดเยื้อนานถึง 6 สัปดาห์ เมื่อปี 2563 ทั้งสองประเทศสูญเสียทหารรวมกันเกือบ 7,000 นาย และรัสเซียเป็นผู้สงบศึก ด้วยการให้ทั้งสองประเทศลงนามเป็นลายลักษณ์อักษร และรัฐบาลมอสโกประจำการทหารรักษาสันติภาพ.
เครดิตภาพ : AFP



