พืชล้มลุกอายุ 1-2 ปี เป็นพืชผักราก ส่วนหัวหรือรากแก้วพองโตใต้ดิน มีลักษณะยาวเรียวรูปกรวยหรือทรงกระบอก ผิวเรียบ มีรากฝอยเล็กน้อย สีส่วนใหญ่คือสีส้มแต่มีสีขาว เหลือง แดง ม่วง และดำตามสายพันธุ์ รสชาติหวานกรอบ ใบเป็นฝอยคล้ายขนนกสีเขียว รากแก้วที่สะสมอาหาร ใต้ดิน ความยาวหลากหลายตั้งแต่ 5-50 ซม. เนื้อสัมผัสกรอบลำต้น ลำต้นสั้นมากอยู่ระหว่างรากกับใบ ใบประกอบแบบขนนก ลักษณะเป็นฝอยหรือเป็นฝอยคล้ายขนนก แตกออกเป็นกระจุกเหนือหัวสีเขียว สีส้มเป็นสีหลักที่พบทั่วไป แต่ยังมีสายพันธุ์สีขาว เหลือง แดง และม่วง ดอกสีขาว ออกเป็นช่อรูปร่างคล้ายร่ม
แครอท มีสารอาหารที่มีคุณประโยชน์มากมายต่อร่างกาย อาทิให้ไฟโตนิวเทรียนท์ เบต้า-แคโรทีน ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกายได้ ช่วยยับยั้งปฏิกิริยาออกซิเดชันของเซลล์ ที่อาจเกิดจากการได้รับกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงมากเกินไป ป้องกันเซลล์ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ2วิตามินเอที่ได้จากเบต้า-แคโรทีนสามารถละลายได้ดีในน้ำมัน ดังนั้นจึงควรรับประทานแครอทร่วมกับน้ำมันอีฟนิ่ง พริมโรส เพื่อช่วยเสริมให้สารอาหารต่างๆ ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แครอทป็นผักที่มีไฟเบอร์สูง โดยมีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 88% นอกจากนั้นแครอทยังมีพลังงานต่ำ ในแครอทครึ่งถ้วย ในแครอทครึ่งถ้วย ให้พลังงานเพียง 25 แคลอรีเท่านั้น แครอทจึงเหมาะเป็นอาหารสำหรับควบคุมน้ำหนัก ทั้งรูปแบบดิบหรือจะนำไปปรุงสุกก็ได้
ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง แครอทมีแคลเซียมและวิตามินเค ซึ่งเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อการเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง จึงเป็นผักที่รับประทานได้ทุกวัยตั้งแต่เด็กถึงวัยผู้ใหญ่ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับท้องผูก สามารถรับประทานทานแครอทดิบเพื่อช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้ เนื่องจากแครอทมีไฟเบอร์สูง มีสรรพคุณที่จะช่วยให้ระบบลำไส้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แครอทอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนที่ร่างกายจะเปลี่ยนให้กลายเป็นวิตามินเอ เพื่อช่วยบำรุงสุขภาพตาให้แข็งแรง อีกทั้งเบต้าแคโรทีนยังปกป้องดวงตาจากแสงแดด ลดความเสี่ยงในการเป็นต้อกระจกและโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับดวงตาอีกด้วย1
แครอท เป็นผักในกลุ่มผักผลไม้ 5 สี อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน วิตามินเอ และวิตามินซี ที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และปกป้องร่างกายจากการติดเชื้อ โดยเฉพาะวิตามินเอ ที่ช่วยเสริมการทำงานของเยื่อเมือกบุผิว (Mucous Membranes) ให้แข็งแรง ไม่ให้เชื้อโรคและสารพิษต่างๆ เข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง มักจะได้รับคำแนะนำให้รับประทานผักในกลุ่มไม่มีแป้ง (non-starchy vegetables) ซึ่งแครอทเป็นหนึ่งในผักที่ไม่มีแป้ง เนื่องจากไฟเบอร์ในแครอทมีส่วนช่วยในการปรับสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานด้วย
หากรับประทานแครอทที่มีเบต้าแคโรทีนมากเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะผิวสีส้มหรือสีเหลือง ซึ่งไม่เป็นอันตราย แต่ในกรณีที่มีอาการรุนแรงมาก อาจยับยั้งการทำงานของวิตามินเอ ส่งผลต่อการมองเห็น กระดูก ผิวหนัง ระบบเผาผลาญ และระบบภูมิคุ้มกันได้ บางคนอาจเกิดอาการภูมิแพ้ในช่องปาก อาจมีอาการคันปาก เนื่องจาก ร่างกายทำปฏิกิริยากับโปรตีนในผักและผลไม้บางชนิด จึงควรรับประทานแครอทที่ปรุงสุกแล้ว ซึ่งอาจช่วยลดอาการภูมิแพ้ได้ แครอทที่ปลูกในดินที่ปนเปื้อนสารเคมี สารตะกั่ว หรือโลหะหนักจำนวนมาก อาจส่งผลต่อคุณภาพของแครอทและความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้บริโภค อาจมีผลต่อเซลล์ไขกระดูก ระบบประสาท และการทำงานของไต อาจทำให้มีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก น้ำหนักลด นอกจากนี้ อาจส่งผลต่อเม็ดเลือดแดงเสี่ยงต่อโรคโลหิตจาง ดังนั้น จึงควรเลือกซื้อแครอทจากแหล่งเพาะปลูกที่ปลอดภัยและล้างให้สะอาด หรือปรุงให้สุกก่อนรับประทาน.



