สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 18 ต.ค. ว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการดำเนินการล่าสุดในนโยบายที่เริ่มต้นในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อจำกัดความสามารถของรัฐบาลปักกิ่ง ในการครอบครองส่วนแบ่งทางการตลาด และเศรษฐกิจเทคโนโลยีชั้นนำ

“กฎที่ได้รับการปรับปรุงในวันนี้ จะเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมของพวกเรา และปิดเส้นทางการหลบเลี่ยงข้อจำกัดของเรา” นางจีนา ไรมอนโด รมว.พาณิชย์สหรัฐ กล่าว

อนึ่ง กฎใหม่นี้ถือเป็นการยกระดับมาตรการ ห้ามการจำหน่ายไมโครชิปให้กับจีน ซึ่งมีความสำคัญต่อการผลิตระบบเอไอประสิทธิภาพสูง รวมทั้งเป็นการตอบสนอง ต่อการเรียกร้องให้ปิดห่วงโซ่อุปทาน และข่าวที่ว่า บริษัท หัวเว่ย ของจีน เปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ที่มีชิปทันสมัย ซึ่งผลิตขึ้นเองในประเทศ

กระนั้น บริษัท เอ็นวิเดีย ระบุว่า กฎใหม่ข้างต้นอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถของบริษัท ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เสร็จทันเวลา, การสนับสนุนลูกค้าปัจจุบัน หรือการจัดส่งผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้านอกภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งกฎดังกล่าวยังอาจทำให้บริษัทต้องเปลี่ยนการดำเนินงานบางอย่าง ในประเทศที่ระบุอย่างน้อย 1 ประเทศ

อย่างไรก็ตาม ไรมอนโดยืนยันว่า การควบคุมที่เข้มงวดขึ้น มีจุดประสงค์เพื่อปิดช่องโหว่ และป้องกันไม่ให้จีนพัฒนาเอไอสำหรับการใช้งานทางทหาร

ก่อนหน้านี้ คณะผู้บริหารของเอ็นวิเดีย กล่าวเตือนเมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมาว่า มาตรการที่เข้มงวดยิ่งขึ้น อาจนำไปสู่ “ความสูญเสียอย่างถาวร” ในการแข่งขันในจีน อีกทั้งสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (เอสไอเอ) ยังวิพากษ์วิจารณ์ว่า การควบคุมฝ่ายเดียวที่กว้างเกินไป อาจลงโทษอุตสาหกรรมโดยไม่ทำให้ความมั่นคงของชาติก้าวหน้าได้.

ขณะที่ ไรมอนโด กล่าวว่า แม้สหรัฐพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีนให้กลับมาเป็นปกติ แต่กฎการควบคุมใหม่นี้ มีแนวโน้มที่จะทำให้รัฐบาลปักกิ่งไม่พอใจ.

เครดิตภาพ : AFP