เมื่อวันที่ 2 พ.ย. ที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ อ.เมือง จ.ตาก นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดตาก โดยมี นายสมชัย กิจเจริญรุ่งโรจน์ ผวจ.ตาก และนายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นายวีรวัฒน์ อังศุพาณิชย์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงฯ ส่วนราชการ ให้การต้อนรับและรายงานสถานการณ์ในพื้นที่และผลการปฏิบัติการฝนหลวง ทั่วประเทศ ประจำปี 2566 กับการเตรียมการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ภาคอีสาน และการขอใช้พื้นที่สนามบินที่กระทรวงคมนาคมดูแล
นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ผลการปฏิบัติการฝนหลวง ปี 2566 ภาพรวมทั่วประเทศไทย ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ ได้แก่ ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ปัญหาพายุลูกเห็บ ไฟไหม้ป่า และปัญหาขาดแคลนน้ำตามลุ่มน้ำต่างๆ เนื่องจากปีนี้ ประเทศไทยได้รับผลกระทบตากสถานการณ์เอลนีโญ หลายพื้นที่มีฝนตกน้อย ทำให้เกษตรกรและประชาชนขอรับบริการฝนหลวงเป็นจำนวนมาก

“กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้เปิดปฏิบัติการ โดยจัดตั้งหน้วยปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศ รวม 20 หน่วย ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถึง 15 ตุลาคม 2566 ปฏิบัติการฝนหลวง 193 วัน รวม 4,097 เที่ยวบิน มีฝนตก 186 วัน คิดเป็น 96.37% มีรายงานฝนตก 67 จังหวัด มีพื้นที่ได้รับประโยชน์จากปฏิบัติการฝนหลวง 193.94 ล้านไร่ มีฝนตกในพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ 272 แห่ง แบ่งเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ 34 แห่ง และขนาดกลาง 238 แห่ง เกิดปริมาณน้ำสะสม 615.21 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งชุดเคลื่อนที่เร็วหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 3 หน่วย ปฏิบัติการระหว่างวันที่ 17 ตุลาคม ถึง 31 ตุลาคม 2566 รวม 14 วัน จำนวน 91 เที่ยวบิน ทำให้มีในตกทั้ง 14 วัน คิดเป็น 100% ในพื้นที่ 11 จังหวัด มีพื้นที่รับประโยชน์ 17.5 ล้านไร่ มีฝนตกน้ำเข้าเขื่อนขนาดใหญ่ 6 แห่ง และอ่างเก็บน้ำ 57 แห่ง รวมปริมาณน้ำสะสม 21.55 ล้าน ลบ.ม.” นายสุพิศ กล่าว
ด้าน นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวชื่นชมปฏิบัติการฝนหลวง สามารถเติมน้ำแบบเต็มอิ่มมั่นใจบรรเทาปัญหาเอลนิโญได้ แต่ในช่วงฤดูแล้งยังห่วงว่าน้ำจะไม่พอใช้ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีการปรับวิธีให้ได้ผลมากยิ่งขึ้น ปกติการทำฝนทั่วไป วิธีปฏิบัติการจะทำสามขั้นตอน คือ 1.การก่อเมฆ 2.เลี้ยงเมฆให้อ้วน 3.โจมตี แต่ในภาคอีสาน จะเพิ่มขั้นตอนซ้ำ ในขั้นตอนที่ 1 คือการก่อเมฆ 2 ครั้ง แล้วเลี้ยงให้อ้วนและโจมตี ที่เชื่อว่าจะได้ผลมากยิ่งขึ้น

“ในสนามรบ ศัตรูคือข้าศึก แต่ปัญหาปากท้องคนไทย ศัตรูของเราคือความแห้งแล้ง ขณะนี้ทราบว่า กรมฝนหลวงฯ มีงานวิจัยเกี่ยวกับการใช้จรวดเพื่อทำฝนเทียม ส่วนตัวมองว่า วันนี้ควรคิดนอกกรอบ เพราะในช่วงบุญเดือน 6 ทางภาคอีสานทุกหมู่บ้าน จะมีการทำบั้งไฟเพื่อจุดบั้งไฟขอฝนกับพญาแถน ตามความเชื่อของคนอีสาน และบั้งไฟเองปัจจุบันก็มีความสูงพอๆ กับเครื่องบินที่โปรยสารเคมีเพื่อทำฝนหลวง จะเป็นไปได้หรือไม่ หากบั้งไฟที่จุดขอฝน จะบรรจุหรือนำเอาสารเคมีขึ้นฟ้าไปด้วย เพื่อให้ไประเบิดบนฟ้าโปรยสารเคมีไปในตัว เมื่องานวิจัยเรื่องจรวดรองรับ หากเทียบกับภูมิปัญญา หากทำได้จริงต้นทุนก็จะน้อยกว่า จึงขอให้กรมฝนหลวงฯ ทำการศึกษาวิธีการใช้วิทยาศาสตร์ควบคู่กับภูมิปัญญา เพื่อยกเป็นหนึ่งใน Soft Power”
นายไชยา กล่าวต่อไปว่า ในส่วนการขอใช้สนามบินที่ จ.ตาก ซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม จะทำหน้าที่ประสานงานและสนับสนุนในการขอใช้พื้นที่ ให้กับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป



