สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ว่าองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (ดับเบิลยูเอ็มโอ) เผยแพร่รายงานว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญซึ่งก่อตัวอย่างรวดเร็ว ระหว่างเดือน ก.ค.-ส.ค. ที่ผ่านมา มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นอีก นับตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงเดือน ม.ค. 2567
El Niño is expected to last until at least April 2024. It is expected to fuel temperature increases and exacerbate extreme weather and climate-events, like heatwaves, floods and droughts.
— World Meteorological Organization (@WMO) November 8, 2023
New WMO Updatehttps://t.co/l5VJXkRf5K#StateofClimate #EarlyWarningsForAll pic.twitter.com/PnagiJVUQU
ขณะเดียวกัน ดับเบิลยูเอ็มโอคาดการณ์ “โอกาส 90%” ที่ปรากฏการณ์เอลนีโญจะยังคงอยู่ ตลอดช่วงฤดูหนาวสำหรับซีกโลกเหนือ และฤดูร้อนสำหรับซีกโลกใต้ ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้ และผลกระทบจากความรุนแรงของเอลนีโญ อาจกินเวลาไปจนถึงเดือน เม.ย.ปีหน้า “เป็นอย่างน้อย”
El Niño typically fuels global temperatures the year after its development, i.e. 2024. But exceptional heat since June means that 2023 is set to be the warmest year on record. Next year may be even warmer, says @WMOUNHQ #ClimateChange #StateofClimate
— World Meteorological Organization (@WMO) November 8, 2023
????https://t.co/l5VJXkRMVi pic.twitter.com/GBX0GlqMJx
ทั้งนี้ เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติซึ่งเกิดขึ้นทุก 2 หรือ 7 ปี โดยผลกระทบชัดเจน คือการที่โลกจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นภายในระยะเวลา 1 ปี หลังการก่อตัวของเอลนีโญ เท่ากับว่าในทางทฤษฎี ความชัดเจนของผลกระทบจากเอลนีโญจะสามารถสัมผัสได้ เมื่อเข้าสู่ปี 2567
อย่างไรก็ตาม ดับเบิลยูเอ็มโอเตือนว่า สถานการณ์ของเอลนีโญรอบนี้ มีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากภาวะความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก ที่เป็นผลจากฝีมือมนุษย์
อนึ่ง ปรากฏการณ์เอลนีโญรอบล่าสุดเกิดขึ้น ระหว่างปี 2561-2562 หลังจากนั้นตามด้วยลานีญา ซึ่งเพิ่งสิ้นสุดเมื่อช่วงต้นปีนี้.
เครดิตภาพ : AFP



