ถูกพูดถึงหนักมากสำหรับโจทย์ยากในด้านการศึกษาของไทย กับการพัฒนาเด็กหรือเยาวชนไทยให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างเหมาะสมและมีคุณภาพ ยิ่งปัจจุบันเด็กหรือเยาวชนสามารถเข้าถึงสื่อการเรียนการสอนได้อย่างแพร่หลายด้วยแล้ว ความสามารถและการนำความรู้ใหม่ๆ ที่เยาวชนสนใจ มาเป็นตัวดึงดูดให้เขาอยากเรียนและอยากก้าวข้ามกำแพงต่างๆ ในเรื่องการเรียน ยิ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก

ล่าสุด “เดลินิวส์ออนไลน์” ได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิโรจน์ สุทธิสีมา ผู้อำนวยการหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มาพูดคุยถึงการพัฒนาการเรียนการสอนทั้งในแง่มุมของการเป็นผู้อำนวยการหลักสูตรฯ และด้านการเป็นอาจารย์ผู้สอนวิชาการสื่อสารความต่างทางวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยด้วย

ที่มาที่ไปของการศึกษาเรื่องความต่างทางวัฒนธรรม ทำไมนักศึกษาจึงจำเป็นต้องเรียนรู้วิชาดังกล่าว?
“จริงๆ อย่างที่ทราบกันว่าคนเราทุกคนบนโลกนี้ ต่างมาจากคนละประเทศ คนละวัฒนธรรม ตลอดจนประกอบธุรกิจหลากหลายแบบ นอกจากนี้ยังมีเรื่องความต่างทั้งจากการเดินทางไปท่องเที่ยว รวมถึงการสื่อสารกันที่ต่างคนต่างภาษา แต่เมื่อโลกมันเปลี่ยน ทำให้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลก ต่างพยายามหาทางสื่อสารกัน เพื่อให้สามารถเข้ากันและกันและทำให้การสื่อสารสัมฤทธิผลได้ ซึ่งในปัจจุบัน เราไม่เพียงแต่ติดต่อสื่อสารระหว่างกันเท่านั้น แต่เรายังขยายการสื่อสารออกมาไปติดต่อกันผ่านทั่วโลกอีกด้วย ซึ่งทำให้เราสามารถก้าวข้ามความต่างทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นได้ และทำให้เราสามารถสื่อสารกันได้เป็นอย่างดี และก่อให้เกิดความประทับใจในการสื่อสารระหว่างบุคคลอีกด้วย”

ความต่างทางวัฒนธรรมหรือการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม เป็นกลยุทธ์หนึ่งของการสื่อสาร ปัจจุบันมีคนสนใจศึกษามากน้อยเพียงใด เพราะอะไร?
“จริงๆ ปัจจุบันเรื่องการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม มีนักศึกษาและคนทั่วไปสนใจศึกษามากขึ้น ทั้งในแง่ของการต้องศึกษาเล่าเรียนและในแง่ของความสนใจค้นคว้าส่วนบุคคล โดยหลายคนศึกษาความต่างทางวัฒนธรรมโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากเราอยู่บนความหลากหลายทางวัฒนธรรมของคนในแต่ละพื้นที่ทั่วโลก ดังนั้นการสื่อสารระหว่างกันเพื่อใช้ในงานหรือเรื่องส่วนบุคคลจึงเกิดขึ้นด้วย ซึ่งเราเป็นคนไทย แต่ในอนาคตเราอาจจะเดินทางไปเที่ยวหรือไปอาศัยอยู่ที่ต่างประเทศก็ได้ ดังนั้นถ้าเราสามารถสื่อสารกับเขาได้ และเข้าใจในวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของคนในพื้นที่นั้นๆ หรือประเทศนั้นๆ ได้ ก็จะทำให้ผู้สนทนากับเราเกิดความประทับใจ ทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดีกันในอนาคตได้ด้วย”

หัวใจหลักของการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมคืออะไร?
“สำหรับหัวใจหลักของการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมก็คือความเข้าใจ ซึ่งการทำความเข้าใจกันและกัน เนื่องจากวัฒนธรรมที่มันต่าง คนเราก็ย่อมแตกต่างกันด้วย ทำให้เกิดแบริเออร์หรือกำแพง หรือสิ่งกั้นขึ้น ซึ่งคนที่ไม่เข้าใจกัน ก็จะไม่สามารถก้าวข้ามแบริเออร์นี้ไปได้ เพราะเราจะเข้าใจและสื่อสารกันคลาดเคลื่อน แต่ถ้าเรามีความรู้และเข้าใจความต่างทางวัฒนธรรม ก็จะทำให้ลดอุปสรรคในการสื่อสารลงไปได้”

การสอนในปัจจุบันมีความยากง่ายขนาดไหน?
“จริงๆ การสอนในปัจจุบัน เรื่องความยากง่ายนั้น ผมมองมันเป็นโอกาสและอุปสรรคเวลาเดียวกัน โดยความง่ายคือการที่มันเคยมีของจริงมาแล้ว หรือมีคนเคยเผชิญหน้ากับเหตุการณ์นี้มาแล้ว มีพื้นฐานมากพอที่จะเข้าใจวิชาแบบนี้ นอกจากนี้โอกาสอีกอย่างหนึ่งก็คือคนมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น บางครั้งการสอนมันอยู่ในหลักสูตร ทำให้คนเข้าใจได้ง่ายขึ้น มีความรู้มากขึ้นไปในอีกสเต็ปหนึ่ง ซึ่งเราก็จะต้องพยายามหาตัวอย่างใหม่ๆ มานำเสนอและสอนให้รับรู้ จุดนี้เป็นจุดที่ยากเนื่องจากทุกคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและข้อมูลอื่นๆ มาอยู่แล้ว แต่ประสบการณ์หรือหลักการ ตลอดจนความรู้บางอย่างอาจจะมีไม่เยอะ ดังนั้นในฐานะผู้สอน จึงจำเป็นต้องทำการบ้านมากขึ้น เพื่อให้สามารถตอบโจทย์และถ่ายทอดความรู้ไปสู่นักศึกษาได้มากขึ้นและครบถ้วนเช่นกัน”

ความคาดหวังต่อการสอนในรายวิชาดังกล่าวคืออะไร?
“ในเรื่องของวัฒนธรรมมันไม่ใช่สิ่งที่ฝังตรึงไม่เปลี่ยนแปลง ตรงกันข้าม มันพร้อมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สามารถพูดคุยเถียงแบบอารยชนได้อยู่แล้ว ผมในฐานะผู้สอนจึงมีการเตรียมใจอยู่แล้วในเรื่องนี้ว่าอาจจะมีคนที่แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมต่อกันและเป็นการได้ความรู้ใหม่ๆ กันทั้งสองฝ่าย ซึ่งปัจจุบันโลกมันเปลี่ยน เราเองก็ต้องเรียนรู้และต้องทำความเข้าใจด้วย ความรู้ต้องปรับด้วย เพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนกัน เวลาสอนผมเองก็ทำแบบนั้นเหมือนกัน ซึ่งเรามีบรรยากาศของจุดมุ่งหมายของการเรียนวิชานี้ด้วย เหมือนเป็นการเสริมความรู้ซึ่งกันและกัน ปรับแก้ให้เข้ากันครับ”

“นอกจากนี้ ความคาดหวังของรายวิชาดังกล่าวคือการเป็นหลักสูตร ที่สามารถเอาไปใช้งานได้จริง ไม่ได้ตั้งอยู่บนงานวิจัยบนกระดาษอย่างเดียว แต่เราสามารถนำเอาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตได้ รวมถึงทำให้เราสามารถก้าวข้ามวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไปได้ครับ”

จุดเด่นของวิชานี้ ของ ม.กรุงเทพ คืออะไร?
“ในส่วนของจุดเด่นของมหาวิทยาลัยกรุงเทพเรานั้น มันคือการที่เราไม่ได้เรียนแค่บนกระดาษเท่านั้น แต่เราพยายามเอาความรู้เหล่านี้ทำให้เป็นรูปธรรม เราพัฒนาการเรียนจากจุดเล็กๆ ให้สามารถขยายผลต่อไปได้ สร้างความสอดคล้องให้เกิดขึ้นกับรายวิชา และความเป็นไปของสังคม ทำให้เกิดการต่อยอดและสร้างงานในอนาคตให้กับนักศึกษาของเราได้จริงๆ ครับ”

ในฐานะผู้บริหารหลักสูตรฯ จะพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนในอนาคตอย่างไร?
“เราได้เป้าหมายไว้ว่าเราจะทำให้หลักสูตรโน้มเข้าหาผู้เรียน อยากสนับสนุนพัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆ โดยมองตัวผู้เรียนเป็นหลัก ยกตัวอย่างเช่น การสอนในระดับปริญญาโทนั้น เราไม่ได้เรียนแค่ในกระดาษเท่านั้น แต่เราทำให้มันปฏิบัติได้มากขึ้น ทำให้เขาได้ประโยชน์จากหลักสูตรเหล่านี้ เอาไปใช้ในวิชาชีพและสามารถเลี้ยงตนเองได้ในอนาคต”

การขยายและต่อยอดหลักสูตรนิเทศศาสตร์ สาขาการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ ในอนาคตมองลู่ทางเป็นแบบไหน?
“จริงๆ เราจะเน้นการเรียนการสอนมากขึ้นในเรื่องของแบรนด์ ซึ่งเป็นจุดแข็งของคณะนิเทศศาสตร์ของเรา โดยเฉพาะในระดับปริญญาโท เราจะอัปเลเวลความรู้ให้เยอะขึ้น ทั้งในแง่ของการบริหารคนและการสร้างแบรนด์ให้สามารถก้าวต่อไปได้ โดยเรามีบุคลากรที่มีคุณภาพ มีความรู้และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ที่ทำให้เราสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ และทำให้นักศึกษาสามารถใช้ความรู้ไปพัฒนาต่อยอดตนเองได้ในอนาคต ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญที่ผมในฐานะผู้สอนและคณาจารย์ทุกท่าน พยายามผลักดันและทำให้เกิดขึ้นมาตลอดครับ”

สุดท้ายความคาดหวังในการผลักดันนักศึกษาของเราไปสู่โลกดิจิทัล ให้เขาพร้อมรับการทำงานในส่วนของวิชาชีพที่เปลี่ยนแปลงไป วางแผนไว้อย่างไร?
“จริงๆ เด็กเราสามารถใช้สื่อได้อย่างเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง ในที่นี้คือสามารถใช้ได้อย่างคล่องมือ ไม่ใช่ระดับปฏิบัติการอย่างเดียว แต่เขาสามารถบริหารเทคโนโลยีได้อย่างชาญฉลาด และสิ่งที่เราคาดหวังอีกประการหนึ่งก็คือการผลักดันให้นักศึกษาไม่ตกเทรนด์หรือตกสมัย เขาอาจจะกลายเป็นผู้นำเทรนด์ เป็นเจ้านายตัวเอง เป็นเจ้าของธุรกิจและปรับตัวอยู่ในโลกดิจิทัลได้อย่างดี ทำให้เขาสามารถประสบความสำเร็จได้ ในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพ นั่นคือสิ่งที่เราคาดหวังไว้ครับ”

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Bangkok University